แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - AttrageThailand

หน้า: [1] 2 3 ... 12
1
เครื่องยนต์ ของมิตซูบิชิ แอททราจ นั้นจะเป็นบล็อกเดียวกับ เครื่งอยนต์ของรถ มิตซูบิชิ รุ่นมิราจ
รหัส เครื่องยนต์ 3A92 แบบ 3 สูบ DOHC MIVEC 12 วาล์ว
ขนาด 1,193 ซีซี
78 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที
แรงบิดสูงสุด 100 นิวตัน-เมตร ที่ 4,000 รอบต่อนาที

ตามสเปกจากโรงงานนั้น น้ำมันทีกำหนดมาให้ attrage ใช้ E20 ได้สูงสุด

แต่เมื่อสถานการณ์ ราคาน้ำมัน ไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลง มีแต่จะขึ้นไปเรื่อยๆ
คนใช้รถแอททราจ ที่ใช้เครื่องยนต์ 3a92 ก็ต้องเล็งหา เชื้อเพลิง ที่ราคาประหยัดมากกว่า E20 แน่นอน
และก็ยังโชคดี ที่มี ทดลองใช้งาน น้ำมันแกสโซฮอลล์ E85 ที่ราคาถูกกว่า E20 ถึง 10 บาทต่อลิตร
และนำข้อมูลนี้ มาเผยแพร่
ผมก็ขอนำข้อมูลดังกล่าว มาฝากเพื่อนๆ สมาชิกชาว Attrage Thailand Club ที่กระทู้
http://attragethailandclub.com/webboard/index.php/topic,281.0.html

มาวันนี้ วันที่ 1 พ.ย.56 เป็นวันที่เจ้า Mirage ล้อทอง สปอร์ต ลาดกระบัง ครบรอบ 1 ปี
คันนี้ใช้ E85 100% ด้วยวิธีการเปลี่ยนหัวฉีด โดยตลอดระยะเวลา 1 ปี ยกเว้นถังแรกที่ออกจากศูนย์เติม E20มา1ถัง
และคุณอาร์ต ก็ได้ทำการ แกะบรรดา อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องหรืออยู่กับน้ำมัน E85 ให้พวกเราได้ดูกัน
ว่าหลังจากการใช้งาน น้ำมัน E85 มาแล้ว ระยะทางเกือบ 50,000km ระยะเวลา 1 ปี ผลเป็นอย่างไรกันบ้าง

2
งานมหกรรมยานยนต์ ครั้งที่ 30
วันที่ 28 พ.ย.-10 ธ.ค. 56
ชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี

งานแสดงเทคโนโลยีใหม่ๆ เกี่ยวกับเครื่องยนต์, รถยนต์และการตกแต่งรถยนต์ ทั้งภายในและภายนอก พร้อมโอกาสดีๆ ที่เลือกซื้อรถยนต์และอุปกรณ์เครื่องมือ



          Motor Expo 2013 เป็นงานแสดงจัดแสดงรถยนต์ที่ยิ่งใหญ่ส่งท้ายปี ซึ่งในปีนี้เป็นการจัดครั้งที่ 30 โดยภายในงานจะจัดแสดงเทคโนโลยีใหม่ ๆ เกี่ยวกับเครื่องยนต์, รถยนต์และการตกแต่งรถยนต์ ทั้งภายในและภายนอก พร้อมโอกาสดี ๆ ที่เลือกซื้อรถยนต์และอุปกรณ์เครื่องมือ ซึ่งทางที่มผู้จัดงานได้เผยถึงคอนเซ็ปต์งานในชื่อ "พลังงานสร้างสรรค์ ยานยนต์เปลี่ยนโลก"

          รองประธานจัดงาน ควบคุมงานด้านบริหารงานทั่วไป เผยถึงแนวคิดของงาน MOTOR EXPO 2013 ว่า "ปัจจุบันวิกฤตขาดแคลนน้ำมันเริ่มส่อเค้าชัดเจนขึ้น เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับภาวะดังกล่าวผู้ผลิตรถยนต์ได้ปรับตัวแสวงหาพลังงานทดแทนน้ำมัน ทำให้พลังงานยานยนต์แบบไฮบริดจ์และไฟฟ้าเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดไร้มลพิษ โดยผลการศึกษาในยุโรปพบว่า ยานยนต์ไฟฟ้าสามารถลดปัญหาแกสเรือนกระจกได้สูงสุดถึงร้อยละ 24 ทำให้ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ และเอกชนล้วนส่งเสริมการพัฒนาอย่างจริงจัง ทั้งหมดนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนของโลกที่เราต้องการสะท้อนให้เห็นในงานปีนี้จึงเป็นที่มาแนวคิด “พลังงานสร้างสรรค์ ยานยนต์เปลี่ยนโลก” (INNOVATIVE ENERGIES-WORLD-CHANGING VEHICLES)

สำหรับงาน จัดแสดงจะเริ่มในวันที่ 28 พ.ย.-10 ธ.ค. 56  ชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยตารางการเปิดเข้าชมงาน Motor Expo 2013 สามารถแบ่งได้เป็น ดังนี้
 
          1. วันที่ 28 พฤศจิกายน เป็นรอบเฉพาะสื่อและแขกวีไอพีเท่านั้นที่สามารถเข้าชมได้ (Press & VIP Day)
 
          2. วันที่ 29 พฤศจิกายน เป็นรอบการกุศล  (Grand Charity Day)
 
          3. วันที่ 30 พฤศจิกายน - 10 ธันวาคม เป็นรอบจัดแสดงงาน ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถเข้าชมได้
 
           สำหรับเวลาการเข้าชมงาน สามารถแบ่งได้เป็น 2 ส่วนด้วยกัน ได้แก่
 
          1. จันทร์ - ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 12.00 - 22.00 น.
 
          2. เสาร์ - อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดตั้งแต่เวลา 11.00 - 22.00 น.
 
 
บริษัท สื่อสากล จำกัด
โทร: 02-641 8444
โทรสาร: 02-641 8480
เว็บไซต์ : www.motorexpo.co.th/2013/

3
มาถึงเรื่องของ การ พักรถ พักคน ในระหว่างการเดินทางไกล ( ระยะทางที่ถือว่า ไกล ก็คือ เกิน 200 กิโลเมตร ) ซึ่ง ตอนผมขับรถเป็ฯใหม่ๆ ได้ทำงานออกต่างจังหวัด ยอมรับว่าบ้าบิ่นพอดู ขับรถไม่เคยพักเลย(ถ้าไปคนเดียว) อย่างมากจอดเติมน้ำมัน

เส้นกรุงเทพ อุดรธานี หนองคาย อุบลราชธานี สุรินทร์ กรุงเทพ วิ่งไปทำงาน กะว่า เดินทางกลางคืน ทำงานกลางวัน จากกรุงเทพ สองทุ่ม เช้าที่อุดร เข้าพัก รร อาบน้ำแต่งตัว ไปทำงานไซต์ลูกค้า 2-3 ราย ไปหนองคายต่อ แล้วบึ่งรถไปนอนที่ LA ไปหาลูกครับ จากนั้นก็ไปอุบลต่อ เสร็จแล้วก็ไปหาแม่ ที่สุรินทร์ นอนอีกคืน บ่ายๆก็เข้า กทม ...
แต่นั่นมัน สิบห้าปีมาแล้วครับ 55 ซึ่งมานั่งคิดทีหลังว่า เออเราก็ทำไปได้เนอะ ทรมาณตัวเองจังเลย

หลังๆมานี้เพราะว่าใช้ร่างกายมาหนัก เลยทำแบบที่ว่ามาไม่ได้แล้ว  ที่เล่าให้ฟังนี้ก็เป็นเพียงการประกอบบทความครับ สำหรับคนที่ไม่เคยขับรถทางไกล อาจจะไม่แน่ใจว่าจะพักอย่างไร ตรงใหน ทำอะไรบ้างระหว่างพักรถ พักคน

มาลองดูกันเป็นเรื่อง ๆ เป็นแนวทางแล้วกันครับ

1. พักเมื่อไร

โดยปกติแล้วผมมักจะพักทุก ๆ 1 - 2 ชั่วโมง ไม่เกินนี้

โดยคำนึงถึง ความเหมื่อย ปวดท้องฉี่ หิว ง่วง ทั้งตัวเรา และสมาชิกในรถ พร้อมๆกับเติมน้ำมัน เป็นต้น

เนื่องจากว่า โดยทั่วไปในการเดินทาง ระยะทางระหว่าง จังหวัดใหญ่ถึงจัดหวัด

มักมีระยะทางประมาณ 100 - 200 กม. ดังนั้น

ผมก็มักจะใช้ช่วงพักตามหัวเมืองใหญ่ หรือจังหวัดใหญ่

ซึ่งก็พอดีกับระยะเวลาประมาณ 1 - 2 ชั่วโมงพอดี

.
.
2. พักที่ไหน

ปกติแล้วผมมักจะเลือกที่ปั๊มน้ำมันใหญ่ ๆ ที่มีร้านสะดวกซื้อ มีห้องน้ำสะอาด

หรือร้านกาแฟสด มีร้านอาหาร

เพื่อจะได้นั่งพัก ดื่มน้ำ ปัสสาวะ หรือดื่มกาแฟ รับประทานอาหารกลางวัน เป็นต้น

แต่ก็ไม่มีอะไรตายตัวครับ

เราอาจจะแวะปั๊มขนาดกลาง หรือปั๊มเล็ก ๆ บางปั๊ม เพื่อพักเล็ก

เพื่อเข้าห้องน้ำ ล้างหน้าล้างตา ยืนเส้นยืนสาย สัก 10-15 นาที แล้วเดินทางต่อเลยก็ได้

ผมมักจะแวะแบบนี้ เมื่อระหว่างจังหวัดใหญ่ มีระยะไกลมาก ก็อาจจะพักครู่หนึ่ง

.
.
3. พักอย่างไร

ก็เข้าห้องน้ำ ล้างหน้า ล้างตา กินน้ำกินหนม กินข้าว กินกาแฟ ยืนเส้นยืนสาย ...

เรื่องเข้าห้องน้ำนั้น ควรเข้าห้องน้ำทุกครั้งที่พัก

เวลาเข้าห้องน้ำ หากเป็นปั๊มเล็ก ๆ และมีผู้ร่วมเดินทางเป็นเด็ก หรือ สตรี หรือ คนชรา

ควรไปยืนเฝ้าให้เขาเข้าห้องน้ำให้เสร็จก่อน แล้วเราค่อยไป (สำหรับคนขับที่เป็นผู้ชาย)

แต่ถ้าเป็นหญิงล้วน ก็ควรไปด้วยกัน และรอกันด้วย

.
.
4. จอดรถตรงใหน ที่ไหนดี

การจอดรถก็สำคัญครับ

ควรเลือกจอดในที่ที่อยู่ในสายตา

เช่น หน้าห้องน้ำ หน้าร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร เป็นต้น

ไม่ควรจอดจอดที่ไกล ๆ ไกลสายตา เพราะเห็นว่าอยู่ใต้ร่มไม้

ไม่ควรจอดรถติดเครื่องทิ้งไว้ โดยที่มีผู้โดยสารนั่งหลับในรถ เพราะเขาไม่อยากเข้าห้องน้ำ

อย่าให้เด็กเล็ก อยู่ในรถตามลำพัง

.
.
5. เปิดกระโปรงหน้าระบายความร้อนด้วยก็ดี

การเปิดกระโปรงหน้ารถไว้ จะช่วยระบายความร้อนในห้องเครื่องได้ระดับหนึ่ง

แต่การเปิดกระโปรงทิ้งไว้ ก็ไม่ควร เปิดทิ้ง แล้วก็ไปหาอะไรกิน

การเปิดประโปรง ต้องอยู่ในสายตาทุกครั้ง

วิธีการของผมเอง หากจอดไม่นานก็ไม่เปิด

หากนานหน่อยก็จะหาโอกาสเปิด

วิธีของผมคือ

หากจอดหน้าร้านสะดวกซื้อ ผมก็จะเข้าไปซื้อน้ำซื้อหนมของผมก่อน

แล้วออกมาเปิดกระโปรง แล้วก็นั่งกิน เฝ้ารถตรงหน้า

หรือ หากเป็นร้านอาหารที่มีที่จอดรถหน้าร้าน หน้าโต๊ะนั่ง ผมก็จะจอดหน้าร้าน

แล้วเปิดกระโปรงรถไว้ แล้วก็ไปสั่งอาหารมานั่งทาน เฝ้ารถตรงนั้น

หรือหากเป็นร้านกาแฟที่มีที่นั่งก็จะทำเช่นเดียวกัน

พึงจำไว้ว่า เปิดกระโปรงรถทุกครั้ง ต้องอยู่ในสายตาเสมอ

.
.
6. ควรเดินสำรวจรอบรถ ทุกครั้งที่จอด

ทุกครั้งที่จอดรถ ไม่ว่าจะดับเครื่องไม่ดับเครื่อง จอดช้า จอดนาน

ก็ควรเดินดูรอบ ๆ รถทุกครั้ง ว่ามีอะไรผิดปกติหรือเปล่า

เช่น ล้อยาง ตัวถัง กระจังหน้า ดูใต้ท้องว่ามีน้ำอะไรที่หยด หรือไหลผิดปกติหรือเปล่า

หากมีอะไรผิดปกติ ก็รีบตรวจสอบแก้ไขต่อไป

.
.
7. ง่วงนอน ทำไง ...

พึงระลึกไว้เสมอว่า เหมื่อย เหนื่อย ง่วง ต้องพัก

โดยเฉพาะง่วง ต้องพัก ห้ามฝืนโดยเด็ดขาด

แล้วง่วง ทำไง เมื่อรู้สึกง่วง ต้องรีบหาที่หยุดพักทันที

ให้รีบมองหาปั๊มน้ำมันที่ดูไว้ใจได้ แล้วจอดพักทันที

หาที่จอดที่ร่มสักหน่อย แล้วงีบเล็ก ๆ สัก 5 -10 นาที ช่วยได้แยะ

พอได้งีบแล้วก็ลุกขึ้นมาล้างหน้าล้างตา เดินทางต่อ

.
.
8. นอกจากปั๊มน้ำมันแล้ว พักที่ไหนได้อีก

บางคนเดินทางไกล แล้วมักจะยึดติดว่า ต้องแวะปั๊มน้ำมันใหญ่ ๆ เท่านั้น

ขอบอกว่า หากจะพักจริง ๆ แล้ว ยังสามารถแวะพักแบบเล็ก ๆ ได้อีกหลายที่

เช่น สถานีตำรวจ ท่ารถขนส่ง โรงพยาบาล อนามัย ร้านอาหารข้างทาง

แวะพักได้ทั้งสิ้นครับ

สถานที่ที่ว่างนี้ ตามถนนหลวง หรือ ตำบลต่าง ๆ มีแน่นอน

.
.
ครับ การพักผ่อน ในขณะเดินทางนั้นสำคัญมาก จริงอยู่บางท่านอาจจะยังแข็งแรง ขับรวดเดียวถึงที่หมาย ไม่มีปัญหา แต่หากเรามีสมาชิกร่วมเดินทางไปด้วยนั้น การหยุดพัก จำเป็นอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะหากผู้ร่วมเดินทาง เป็ฯผู้สูงวัย ยิ่งต้องคำนึงถึง เป็นอย่างมากครับ

หวังว่าคงได้ประโยชน์ จากกระทู้นี้บ้าง ไม่มากก็น้อยน่ะครับ...

สาระดีๆจาก
คุณทองหยอด
thaimazda3.com

4
เมื่อไรที่เราขับรถอยู่บนท้องถนน ก็จะมีหลากหลายสถานการณ์ที่เราจะต้องพบ ต้องเจออยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะขับไปไกล้ๆ หรือขับออกไปไกล ต่างจังหวัด ไปเที่ยว หรือหนีใครสักคน ...

เมื่อเราขับรถไปบนถนน หากเป็นถนนแบบ one-way ก็สบายไปครับ การแซงรถคันข้างหน้า ไม่ว่าจะแซงซ้าย แซงขวา ( แซงน่ะคัรบ ไม่ใช่ปาดหน้าเค้า ) ก็สบายไปเปลาะหนึ่ง เพราะไม่ต้องระวัง รถที่ขับสวนทางมา ดูเฉพาะรถคันข้างหน้าเรา และดูรถที่อาจจะมีตามหลังเรามา

แต่ถ้าเป็นการขับรถ บนถนนสวนเลนหละ ถ้าเป็นมือใหม่ๆ ยังไม่ชินกับรถ ชินกับสถานการณ์แบบนี้ก็อาจจะมีตื่นเต้น มีความกังวลหลายๆอย่าง เพราะการขับรถแซงคันข้างหน้า จะต้อง
   - มองและกะระยะ รถของเรากับรถคันที่จะแซง
   - มองและคาดคะเน ความเร็วของรถคันที่สวนมา ว่าจะถึงเราตอนใหน เราแซงขึ้นไปแล้ว จะแซงไอ้คันข้างหน้าพ้นหรือเปล่า ฯลฯ
   - มองและคาดคะเน ความเร็ว และจำนวน ของรถที่ตามหลังเรามาอีกหละ มันจะแซงเราหรือเปล่า เอ๊ะมันจะรอให้เราแซงก่อนไหม แล้วมันจะแซงตามหลังเรามาติดๆหรือเปล่า
    ยากขึ้นเป็นกองเบย ชิมิ เอาน่าทหารผ่านศึกย่อมมีบาดแผล คนขับรถเป็นใหม่ๆอย่างเรา ก็ต้องมีลองมั่งดิ ( เกี่ยวกันป่ะ )


เราไปดูคำแนะนำง่ายๆ ( แหงหละก็คนขับคล่องแล้วมาแนะนำนี่ ) ในการขับรถแซงคันข้างหน้า


ในการขับรถแซงนั้น มีขั้นตอนคร่าวๆ ที่เราควรสังเกต และใส่ใจ และก็ต้องหมั่นทำ ตลอดเวลาที่เราขับรถอยู่ด้วย
1. ดูและสังเกตุ รถคันที่จะแซง และสถานการณ์ข้างหน้า
   - มองสัญญาณไฟ ของรถคันที่เราจะแซงไว้ด้วย ว่าเขากำลังจะเลี้ยวหรือไม่
   ( ต้องอาศัย การสังเกตุ ถ้าขับตามกันเร็วๆ คงไม่มีใครเลี้ยวกระทันหัน )
   - มองว่า ถัดจากรถที่เรากำลังจะแซง มีรถคันอื่นหรือไม่
   - มองล่วงหน้าไปให้ไกล อย่างน้อย 300 เมตร ดูว่ามีซอย มีแยกหรือไม่
   - สังเกตุดูป้ายสัญลักษณ์จราจร ห้ามแซงไหม ทางโค้งหรือเปล่า
   - รักษาระยะห่าง ที่คิดว่าปลอดภัยเอาไว้
     ระยะห่าง เพื่อการเร่งเครื่อง เรียกรอบให้ได้ ก่อนเบี่ยงรถออกแซง
     ระยะห่าง ที่หากเขาเบรกหัวทิ่ม เราจะเบรกทัน
     ระยะห่าง ระหว่างรถคันที่เราจะแซง กับคันข้างหน้าของรถคันที่เราจะแซง หรือจะแซงทีเดียวรวด สิบคันก็ไม่ว่า 55


1. ดูและสังเกต ฝั่งของรถที่กำลังวิ่งสวนมา
    - คาดคะเนเวลา ของรถ คันที่สวนทางมา กับระยะทางที่เราจะทำการแซงออกไป
      ( สังเกตและจดจำไว้บ่อยๆ แล้วจะชินเอง )
    - มองไปด้านหลังของคันที่สวนมา ว่ามีคันอื่นกำลังแซง หรือ ทำท่าจะแซงหรือไม่ เดี๋ยวจะไปจ๊ะเอ๋ เอากึ่งกลาง เพราะต่างคนต่างแซงออกมา และเราก็แซงออกไป
ทั้งหมดทั้งมวล อาศัยการสังเกตุ และจดจำ คำนวนไว้ให้คล่องครับ


3. ดูกระจกมองข้าง และกระจกส่องหลังให้ดี
    - มีรถที่อยู่ด้านหลังเรา ต้องการจะแซงเหมือนกันไหม (ถ้ามี เราต้องขึ้นแซง ให้เร็วกว่าเขา แต่ถ้าคะเนแล้วทำไม่ได้ ก็ปล่อยเขาไปก่อน อย่ากั๊ก)
    - เมื่อสังเกตแล้ว ไม่มีรถคันไหนที่จะแซงเรา ก็ถึงเวลา GO>>>

ทั้ง 3 ข้อข้างบนนั้น ใช้เวลาไม่กี่เสี้ยววินาที และ คิดคำนวนตลอดเวลา ในการขับรถ และหาจังหวะแซง แล้วเมื่อจังหวะในการแซงเป็นของเราแล้ว ก็กระทืบคันเร่ง เรียกรอบแล้วก็

- เปิดสัญญาณไฟเลี้ยวขวา ( ทำล่วงหน้าไว้เรื่อยๆ ตั้งแต่หาจังหวะแซงเลย แต่ถ้าเมื่อไรใจปอดๆ ไม่กล้ากรุณา เปิดไฟเลี้ยวซ้าย ให้คันหลังเขาทราบ และหลบๆแอบซ้ายด้วย ) ล่วงหน้าหรือบีบแตรรถเพื่อให้รถคันหน้าทราบ
ว่ากำลังจะแซง

- เมื่อแซงขึ้นหน้าได้ระยะปลอดภัย(อีกแล้ว)แล้ว ควรให้สัญญาณไฟเลี้ยวซ้าย เพื่อจะได้กลับ
สู่เส้นทางจราจรตามเดิม


การแซงรถนั้น ต้องทำเวลาให้สั้นที่สุด การเผื่อระยะห่างกับรถคันข้างหน้า มีประโยชน์หลายอย่าง เช่น จะได้มีช่องมองไปข้างหน้าว่ามีรถสวนมาหรือไม่ หรือในจังหวะเข้าโค้ง การทิ้งช่วงห่างให้พอดี ก็จะสามารถมองเห็นได้เลยว่า มีรถสวนมาในโค้งหรือไม่ หรือฝั่งตรงข้ามมีรถมาหรือเปล่า เราจะได้ทำการเตรียมรอบเครื่อง เพื่อแซงเมื่อหลุดโค้งไปแล้ว นั่นเอง

เทคนิคการขับรถแซง หรือ ในการขับรถ ก็มีหลากหลาย ขึ้นอยู่กับ สภาพรถ สภาพการจราจร และ การหมั่นฝึกฝน สังเกตุรถยนต์ของเรา ทำตัวให้เข้ากับรถเหมือนเป็นส่วนประกอบของกันและกัน เมื่อนั้นเราจะขับรถอย่างสนุก ไม่เครียด

ฝากไว้สักนิดว่า หากเราประมาท เผลอเรอ เมื่อใด อันตราย และ ความหายนะ จะตามมาหลอกหลอนเรา ตลอดไปครับ .

5
ร้อนแค่ไหน ก็ควรใช้แอร์รถยนต์ ให้ถูกต้อง
* ทุกครั้งก่อนสตาร์ทเครื่องยนต์ตรวจดูสวิตช์ควบคุมคอมเพรสเซอร์ (ปุ่ม A/C)
ว่าอยู่ในลักษณะใด เปิด หรือ ปิด

โปรดจำไว้ว่า ก่อนที่จะสตาร์ทเครื่องยนต์ ปุ่ม A/C ต้อง ปิดเสมอ เพื่อไม่ให้คอมเพรสเซอร์ต้านทานการหมุนของเครื่องยนต์ในขณะสตาร์ท ช่วยลดภาระของไดสตาร์ท อีกทางหนึ่ง


6
ช่วงก่อนเปิดตัวแอททราจ โรงงานแห่งที่ 3 ของบริษัทมิตซูบิชิ มอเตอร์ ได้เปิดรับสมัครพนักงาน จำนวนมาก
พอมาถึงช่วงเปิดตัวแอททราจ ถึงทราบว่า เขาเตรียมพร้อมในการผลิตรถ อีโคคาร์ ซีดาน ส่งจำหน่ายนี่เอง

เท่าที่เห็นข่าว มีส่งออกไปจำหน่ายแล้ว 3 ประเทศ

ท่านใดสนใจ หรือพบเห็นคนสนใจอยากทำงาน ลองติดตามข่าวเรื่อยๆน่ะครับ ผมว่าเขารับบ่อยๆน่ะ เห็นขึ้นป้ายแบบนี้เรื่อยเลยหละ  :wanwan20:



อ้อ โรงงานเขาอยู่แหลมฉบังน่ะครับ ใครไม่รู้จักถามมาได้ เดี๋ยวบอกทางละเอียดยิบ พร้อมรูปภาพเอาไว้เป็นจุดสังเกตุด้วย

7
รถแอททราจ ออกมาให้เราๆ ได้จับจองเป็นเจ้าของ ได้หลายเดือนพอดูครับ
และหลายๆท่าน ก็ยังคิดไม่ตก ว่าจะแต่งแอททราจ ของตัวเองที่กำลังจะไปออก หรือออกแอททราจมาแล้ว ก็ยังตัดสินใจไม่ถูก ว่าจะแต่งแนวใหน ใช้ชุดแต่ง แอททราจ ของเจ้าใหนดี

จะไปลองเทียบลองใส่ ก็เกรงใจ กลัวอดใจจ่ายตังก์ให้ร้านไม่ได้ 555

ราคาชุดแต่งศูนย์ ของแอททราจ ก็น่ะ สูงเหลือหลาย เกิดสั่งแล้วไม่โดนใจก็เสียตังก์แต่ไม่ได้ใจ

ผมเลยค้นๆ รถแอททราจแต่ง ในอากู๋ และ ในแอททราจคลับนี้ มารวมไว้ในกระทู้นี้ที่เดียวเลย จะได้ไม่ต้องแวะไปเยี่ยมชมหลายกระทู้ กดกันเมื่อยมือจริงม่ะครับ  :like:

ปะไปดูรูป แอททราจ แต่ง


รูปนี้cr. Dr.เพิ่ม ครับ
สเกิต + สปอยเล่อ มีไฟเบรค ท่อคู่ จากค่ายใหนน๊า

8
บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในผู้นำด้านการผลิต รถยนต์ของประเทศไทย ที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคด้วยยนตรกรรมทุกรูปแบบ
ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์เป้าหมายสูงสุดของเรา คือการได้สรรค์สร้างยนตรกรรมที่จะเชื่อมโยงผู้คนไปสู่ทุกทวีป ทุกมุมโลก เพื่อให้ตรงกับคำนิยามของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส "Drive@earth"

ขณะเดียวกัน มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อม และการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ด้วยการทำงานภายใต้แนวคิดของ “วิสัยทัศน์ด้าน
สิ่งแวดล้อมของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส กรุ๊ป สู่ปี 2020” บริษัทในกลุ่มจะพัฒนาและปรับเปลี่ยน
การคิดค้นพัฒนา การจัดซื้อจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การจำหน่าย และการบริการหลังการขาย
ที่เกี่ยวเนื่องกับรถยนต์ ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีเป้าหมายหลักที่จะลดปริมาณ
ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตให้ได้ร้อยละ 70 ในปี 2020

การส่งออกรถยนต์ “มิตซูบิชิ แชมป์” ไปจำหน่ายยังกลุ่มประเทศอเมริกาเหนือ เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2531 นับเป็นการเปิดหน้าใหม่ของประวัติศาสตร์วงการรถยนต์เมืองไทย และนำบริษัท
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ก้าวไปสู่ความสำเร็จสูงสุดของการดำเนินธุรกิจ

จากนั้นมา บริษัทฯ ได้ขยายตลาดการส่งออกไปยังประเทศต่างๆ กว่า 140 ประเทศ ครอบคลุมประเทศกลุ่มอาเซียน ออสเตรเลีย เอเชีย-แปซิฟิก ยุโรป อัฟริกา และตะวันออกกลาง
บริษัทฯ ได้เฉลิมฉลองการส่งออกรถยนต์ มิตซูบิชิ ไทรทัน หรือ L200 ครบ 1 ล้านคัน เมื่อปี 2550 และประสบความสำเร็จกับการผลิตรถยนต์รวมทุกกลุ่มครบ 2 ล้านคัน เมื่อปี 2553 ที่ผ่านมา

ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐ ประกอบกับความเหมาะสมทางด้านการลงทุน และทักษะฝีมือ
แรงงานในประเทศไทย ทำให้มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ได้ไว้วางใจเลือกให้ไทยเป็น
ฐานการผลิตรถยนต์กระบะของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ส่งจำหน่ายไปทั่วโลก และล่าสุด
มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้เริ่มบันทึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ ด้วยการเป็นฐานการผลิตและส่งออกรถยนต์ขนาดเล็ก ในโครงการ Mitsubishi Global Small ไปยังประเทศต่างๆ ในฐานะ
โปรดักแชมเปี้ยนรุ่นที่ 2 จากประเทศไทยต่อจากรถกระบะ


ศักยภาพการผลิตระดับโลก จากมิตซูบิชิ มอเตอร์ ประเทศไทย

มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ได้พัฒนาระบบการทำงานและกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง สร้างความแข็งแกร่งด้วยการยกระดับคุณภาพของเครื่องจักร พัฒนาเทคโนโลยีการผลิต ตลอดจนฝึกฝน ทักษะฝีมือของทีมงานอย่างเข้มข้น เพื่อรองรับการเพิ่มปริมาณการผลิต และการส่งออกไปยังนานาประเทศทั่วโลก

โรงงานประกอบรถยนต์แห่งที่หนึ่ง และสอง ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย เริ่มดำเนินการผลิตเมื่อปี 1992 และ 1996 ตามลำดับ ด้วยทำเลที่ตั้งใกล้ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ทำให้สอดคล้องกับกลยุทธ์มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มการส่งออกรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทย ไปยังนานาประเทศ ได้เริ่มการผลิตในโรงงานประกอบรถยนต์แห่งที่สาม ในปี 2012 โดยมีที่ตั้งโรงงานอยู่ใกล้สองแห่งแรก และสะท้อนถึงการให้ความสำคัญ อย่างยิ่งยวดในเชิงกลยุทธ์ระดับนานาชาติจากบริษัทแม่

ด้วยความใส่ใจต่อความสำคัญของการผลิตรถยนต์ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและเศรษฐกิจ
โรงงานประกอบรถยนต์แห่งที่สามของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย จึงใช้ระบบการพ่นสีที่ใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย (Aqueous Coating System) เพื่อให้ได้กระบวนการพ่นสีที่เป็นมิตรต่อ
สิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มอัตราการใช้เครื่องจักรกลเพิ่มขึ้น จากสัดส่วนเดิมในโรงงาน
ประกอบรถยนต์แห่งที่หนึ่ง และสอง อยู่ที่ร้อยละ 8 สำหรับโรงงานแห่งที่สาม จะเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 40 เพื่อคุณภาพการผลิตที่สูงขึ้น เหมาะสมกับวัตถุดิบและเทคโนโลยีทันสมัยที่ได้นำเข้ามา สำหรับการผลิตรถยนต์ในโครงการ Global Small หรือรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (Eco Car)

ปัจจุบัน มิตซูบิชิ มอเตอร์ส ประเทศไทย มีโรงงานประกอบรถยนต์จำนวน 3 แห่ง และโรงงาน ผลิตเครื่องยนต์อีก 1 แห่ง ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง สะท้อนถึงความไว้วางใจและ สถานะการเป็น “ฐานการผลิตระดับโลก” ได้อย่างชัดเจน โดยโรงงานประกอบรถยนต์ทั้งสามแห่ง
มีความก้าวหน้าทั้งด้านเทคโนโลยีและคุณภาพการผลิตในระดับแนวหน้า ภายใต้แนวคิด “เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และปรับลดกระบวนการที่ไม่จำเป็นเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันสูงสุด”

โรงงานแห่งที่ 1 ประกอบรถยนต์นั่ง รุ่น มิตซูบิชิ แลนเซอร์ และ มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีเอ็กซ์
มีความสามารถการผลิตสูงสุด 80,000 คันต่อปี

โรงงานแห่งที่ 2 ประกอบรถกระบะ รุ่น มิตซูบิชิ ไทรทัน และ รถยนต์นั่งกึ่งบรรทุก (PPV)
รุ่น มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต มีความสามารถการผลิตสูงสุด 230,000 คัน ต่อปี

โรงงานแห่งที่ 3 ประกอบรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล (Eco Car) รุ่น มิตซูบิชิ มิราจ
มีความสามารถการผลิตสูงสุด 150,000 คันต่อปี

โรงงานผลิตเครื่องยนต์ ดำเนินการภายใต้ชื่อบริษัท MMTh Engine จำกัด (MEC) เป็นการขยาย สายการผลิตออกมาจากโรงงานประกอบรถยนต์เดิม โดยมีกำลังผลิตเครื่องยนต์ต่อปีประมาณ 362,000 เครื่อง เพื่อส่งมอบให้แก่โรงงานประกอบรถยนต์ในประเทศไทย และส่งออกไปยัง
โรงงานประกอบรถยนต์ของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น

โรงงานประกอบรถยนต์ทั้งสามแห่งนี้ มีความสามารถในการผลิตรวมกันถึง 460,000 คัน ต่อปี แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่ใหญ่ที่สุดของมิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น
ที่นอกเหนือจากประเทศญี่ปุ่น

9
มิตซูบิชิ แอททราจ ให้จอแสดงผลหน้าปัดรถยนต์ ในแบบ multi information display
ซึ่งการแสดงผล จะทำได้ครั้งละอย่างเท่านั้น หากเราต้องการแสดงผลในส่วนของ การวัดค่าอื่นๆ ก็ต้องกดปุ่ม ที่อยู่บริเวณมาตรวัด ไปเรื่อยๆ

นอกจากนี้ยังมีการปรับเปลี่ยนโหมดต่างๆของการแสดงผล รถ attrage อีกด้วยครับ เช่น
- เปลี่ยนหน่วยวัดระยะทาง
- เปลี่ยน มาตรวัดอัตราสิ้นเปลือง
- แสดงผล ระยะทางที่ยังวิ่งใด้ ของน้ำมันที่เหลืออยู่
- แสดงผล ระยะเวลา ที่ต้องนำรถแอททราจ เข้ารับบริการ
เป็นต้นน่ะครับ

และยังมีลูกเล่นอีกหลายอย่าง ซึ่งทุกๆท่านสามารถศึกษาได้ ตามภาพที่แนบมานี้ พร้อมกับ วีดีโอสาธิต การปรับเปลี่ยน รูปแบบการแสดงผลของ mid ในตัวรถ แอททราจ

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=HGLy9rQGMqo" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=HGLy9rQGMqo</a>
เครดิตวีดีโอของคุณ Thaiweekiet Sriring

10
การเปิดไฟฉุกเฉินพร่ำเพรื่อ ที่อาจสร้างปัญหาและก่อให้เกิดอุบัติเหตุอย่างใหญ่หลวง มีหลายเหตุการณ์ แต่จะขอนำเหตุการณ์ ที่มัจจะมีการเปิดไฟฉุกเฉิน ผิดวัตถุประสงค์ แล้วอาจสร้างปัญหาและก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ นั่นคือ การเปิดไฟฉุกเฉิน เมื่อจะเข้า 4 แยก แล้วต้องการ “ตรงไป”

บทความชิ้นนี้เคยลงตีพิมพ์ในคอลัมน์ MOTORING ไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่พบว่า ยังขาดรายละเอียดในบางจุดบ้าง จึงมีการแต่งเติมพร้อมขัดเกลาในหลายส่วน ให้มีความชัดเจนขึ้น หากใครอ่านแล้วก็อย่าเพิ่งเบื่อ เพราะยังพบว่ามีการเปิดไฟฉุกเฉิน กันพร่ำเพรื่ออยู่ไม่น้อย



มีความนิยมปฏิบัติที่อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุและลดความปลอดภัยลงได้ และนับเป็น ความหวังดี ต่อตนเองแต่อาจได้ผลร้ายกับผู้อื่น คือ การเปิดไฟฉุกเฉินเมื่อจะเข้า 4 แยกแล้วต้องการตรงไป โดยคิดว่าการปฏิบัติเช่นนั้น เป็นการเตือนรถยนต์คันอื่นที่กำลังร่วมใช้ 4 แยกเดียวกัน ไม่ให้มาชนรถยนต์ของตนเอง


   ยกตัวอย่างรูปนี้ เมื่อท่านขับรถจะไปทางตรง แต่เปิดไฟฉุกเฉิน ท่านคิดว่ารถที่มาจากทางขวามือของท่านเค้าจะสามารถ มองเห็นไฟกระพริบของท่าน ทั้งซ้ายขวา หรือไม่


ผู้ขับรถยนต์คันที่แล่นมาทางซ้ายหรือขวาของคันที่จะตรงไป อาจเห็นแค่ไฟกะพริบ มุมหน้ามุมเดียว เสมือนว่ารถยนต์คันที่เปิดไฟฉุกเฉินกำลังจะเตรียมเลี้ยวไปยังด้านใดด้านหนึ่ง ทั้งที่จริงกำลังจะตรงไป รถยนต์รุ่นใหม่ ๆ หลายรุ่นออกแบบติดตั้งไฟเลี้ยวด้านหน้าไว้ตำแหน่งมุมสุดเลยไฟหน้าออกไป ผู้ขับรถยนต์ที่กำลังแล่นมาทั้ง 2 ข้างซ้าย-ขวา อาจไม่สามารถเห็นไฟกะพริบทั้ง 2 มุมหน้า พร้อมกัน ถ้ารถยนต์คันนั้นใกล้ 4 แยกเข้ามามากหน่อย หรือในหลายมุมอื่น ๆ ผู้ขับร่วมทางอาจไม่เห็นไฟกะพริบพร้อมกันเป็นคู่ด้านหน้าหรือด้านหลัง ถ้ามีรถยนต์หรือจักรยานยนต์เหลื่อมบังไฟเลี้ยวด้านใดด้านหนึ่งอยู่

โดยเฉพาะรถยนต์ที่มาจากทางด้านซ้ายของคันที่เปิดไฟฉุกเฉิน เมื่อผู้ขับเห็นแค่ไฟกะพริบด้านซ้าย ก็นึกว่าจะเลี้ยวซ้าย ซึ่งไม่เกี่ยวกับทางตรงของเขาเลย เมื่อผู้ร่วมทางเกิดความเข้าใจผิด ก็อาจไม่ระวังหรือไม่ได้ชะลอความเร็วลง ต่อจากนั้นก็อาจ…โครม ชนกลางลำ

การโต้แย้งจากผู้ที่ต้องการเปิดไฟฉุกเฉินในกรณีที่ว่า ผู้ขับรถยนต์ที่มาจากซ้ายหรือขวา น่าจะเห็นไฟกะพริบด้านหน้าพร้อมกัน 2 ดวงได้ ก็มีส่วนจริงอยู่บ้าง ในบางมุมสำหรับรถยนต์บางรุ่นที่มีไฟเลี้ยวคู่หน้าติดตั้งไว้ด้านหน้าตรงไม่ใช่มุมสุด

แต่ในการขับบนการจราจรจริง ๆ เมื่อผู้ขับที่มาทางซ้ายหรือขวา มองเห็นไฟเลี้ยวกะพริบ ด้านมุมใกล้ แล้วยังมีเวลาพอหรือเขาควรต้องเล็งต่อไปอีกว่า รถยนต์คันที่จะข้าม 4 แยก จะมีไฟเลี้ยวอีกด้านหนึ่งกะพริบมุมไกลรวมเป็นไฟฉุกเฉินหรือไม่ จะผิดจากการขับตามปกติแค่ไหน ถึงแม้จะพอเห็นไฟกะพริบด้านที่อยู่มุมไกลก็มักไม่ชัด และมีแสงของไฟกะพริบมุมใกล้กวนสายตาอยู่ด้วย

ถ้าเกิดการชนกันขึ้นกลาง 4 แยก ผู้ที่เปิดไฟฉุกเฉินก็น่าจะผิด เพราะสร้างความสับสน และไม่มีกฎหมายจราจรไทยระบุให้เปิดไฟฉุกเฉินเมื่อจะผ่าน 4 แยกแล้วต้องการตรงไป

วิธีปฏิบัติที่ปลอดภัยและถูกต้องก่อนการขับรถยนต์ข้าม 4 แยกแล้วต้องการตรงไป คือ ชะลอความเร็วลง มองซ้าย-ขวาอย่างรอบคอบ ไม่ควรเปิดไฟฉุกเฉิน เพราะการไม่เปิด ไฟเลี้ยวก็แสดงว่าต้องการตรงไปอยู่แล้ว เมื่อเส้นทางว่างและปลอดภัยจึงค่อยตรงไป

นอกจากนี้ยังสามารถพิสูจน์ได้ในรถยนต์บางรุ่นว่าไฟฉุกเฉินไม่ได้มีไว้ให้เปิด-ปิด เวลาจะข้าม 4 แยกแล้วต้องการตรงไป เพราะตำแหน่งที่ติดตั้งสวิตช์ ไม่ได้สะดวกต่อการใช้เลย ตั้งสมาธิควบคุมรถยนต์ตามปกติ น่าจะปลอดภัยกว่าการมัวแต่คลำหาสวิตช์ไฟฉุกเฉิน

การเปิดไฟฉุกเฉิน HAZARD หรือไฟกะพริบ 4 มุม ควรใช้ให้ถูกต้องตลอดทุกช่วง ของการใช้รถยนต์ ทั้งขณะจอดนิ่งหรือเคลื่อนที่เพราะการเปิดไฟพร่ำเพรื่อ อาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุ อ่านแล้วใช้วิจารณญาณอย่างรอบคอบก่อนปฏิบัติ ไม่ว่าจะเปิดหรือไม่เปิดไฟฉุกเฉินในสถานการณ์ใด ๆ

11
วิธีนี้..นำไปติดตั้งได้กับรถทุกรุ่น. ไม่ต้องตัดต่อสายไฟของรถเลย ให้เดินสายไฟบวกเส้นเดียว
จากขั้วแบตฯ ผ่านฟิวส์-ผ่านสวิทช์ ปิด-เปิด ได้เองที่หน้าคอนโซลรถ

จะติดไฟส่องสว่าง จุดไหนก็ได้ตามชอบ ไม่ว่าจะส่องหน้า ส่องเท้า ส่องทางเข้าออกรถ ส่องพื้นรถ ... !! ได้หมดเลยคับ แล้วแต่ความคิดสร้างสรร และความขยันของเรา  :ieie:

1..อุปกรณ์ที่ใช้ ไฟส่องเท้า อันละ 40 บ. ทุกแบบ ทุกสี , กล่องใส่ฟิวส์ 5 บ. , ฟิวส์ 10 A 2 บ. , สวิทช์ ปิด-เปิด ตัวเล็ก 8 บ. , หางปลาแบบกลมตัวผู้+ตัวเมีย , และปลอกหด เบอร์ 4 และ เบอร์ 5  เอาไว้กันขั้วหางปลาชนกันครับ.



เริ่มแรกให้ถอดกล่องเก็บของออก แล้วหาลวดแบบแข็งๆ เพื่อนำลวดมาแท่งช่องร้อยสายไฟที่มียางปิดอยู่..ที่ตัวถังรถ
ให้นำลวดแท่งจากด้านในรถออกไปด้านเครื่องยนต์ เพื่อที่จะได้ไม่โดนสายไฟเส้นอื่น. แล้วงอลวดมัดกับสายไฟที่เตรียมไว้
และเอาผ้าเทปผันลวดกับสายไฟไว้.เพื่อเวลาดึงกลับเข้าไปด้านในจะได้ไม่โดนสายไฟเส้นอื่นขาดได้. (ดูภาพ)

ต่อกล่องฟิวส์กับสายไฟด้านขั้วบวกเข้ากับแบตฯ (ทำหางปลาด้วย) และสายไฟบวกเข้ามาด้านในรถให้ต่อกับสวิทช์ปิด-เปิด และต่อสายไฟด้านสวิทช์ไปที่สายบวกของหลอด  สายไฟด้านลบของหลวดไฟให้ต่อลงกราวด์ ที่ตัวถัง (ตัวรถมีน๊อตลงกราวด์ให้อยู่แล้วทั้งซ้ายและขวา)


2..เลือกขนาดหลดไฟที่ต้องการ อันละ 40 บ. ทุกแบบ ทุกสี หาซื้อได้ที่บ้านหม้อ ของดีกว่าคลองถมแน่นอน.



3..ตำแหน่งที่ติดตั้งสวิทช์ ปิด-เปิด หลอดไฟ LED



4..แกะฝาครอบด้านคนขับออกมาก่อน.และกล่องเก็บของออก



5..ด้านหลังฝาครอบ ที่ต้องร้อยสายไฟติดกับสวิทช์. (ร้อยสายไฟดีๆ)



6..ถอดฝาแจ๊คออกมา แล้วเจาะรู เพื่อใส่สวิทช์ ปิด-เปิด



7..เลือกรูที่ชอบ ที่ชอบ



8..ใช้ลวดแข็งๆ แทงจากด้านในรถออกไป มัดกับสายไฟที่เตรียมไว้และพันผ้าเทปด้วย.



9..แล้วดึงสายไฟบวกกลับเข้าไปด้านในรถ อุดรูด้วยกาวซิลิโคน ที่ยางด้วย.



10..ร้อยสายไฟบวกออกมา หุ้มด้วยปลอกงูกันไว้อีกชั้นด้วย.มาที่กล่องฟิวส์ ต่อกับขั้วแบตฯ



11..ต่อหางปลากลมที่สายไฟของกล่องฟิวส์ด้วย  หางปลาขันติดขั้วแบตฯ



12..เอาหลอด LED ติดหางปลากลมตัวผู้ เพื่อเซอร์วิส เปลี่ยนหลอดใหม่ได้ง่ายขึ้น.



13..ติดหางปลากลมตัวเมีย ที่สายไฟบวก และ สายไฟลบลงกราวด์ .หุ้มด้วยปลอกหดด้วย.กันไฟช๊อต.



14..ติดเทปกาว 3 M  ด้านหลังหลอดไฟ LED เพื่อติดตั้ง



15..ใช้ขนาดหลอดไฟ ให้พอดี. อันละ 40 บ. ที่บ้านหม้อ ทุกแบบ ทุกสี  (คุณภาพจะดีกว่าคลองถมครับ คนไทยทำ)



16...เปิดสวิทช์ดู ไฟติดทั้งสองด้าน. (จบบริบูรณ์)


เครดิต : คุณjackies
ปล......ความคิดดีๆ ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องช่วยกันทำ .....

12
" ไฟแสงสว่าง " เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นมากเช่นเดียวกัน ในการใช้รถ ใช้ถนน และสิ่งที่จะก่อให้เกิดแสงสว่างได้นั้น ก็คงหลีำกไม่พ้น หลอดไฟ นั่นเองครับ

หลอดไฟ ที่มีใช้ในรถยนต์นั้น ก็มีหลายชนิด หลายประเภท หลายขนาด ตามลักษณะของการใช้งาน ตำแหน่งของการติดตั้ง หรือ ตามการออกแบบมาของวิศกรที่ร่วมกันออกความคิด ออกแบบมาให้รถยนต์คันนั้นๆ โดดเ่ด่นยิ่งขึ้นอีกต่างหาก

เรามาทำความรู้จัก กับเจ้าหลอดไฟหน้ารถยนต์
     หลอดไฟหน้ารถยนต์ จะมีอยู่หลายลักษณะ เช่น H1,H2,H3,H4,HB3,HB4 ซึ่งจะแตกต่างกันตามลักษณะของขั้วหลอด นั่นเอง
     หลอดไฟหน้ารถยนต์ ที่นิยมใช้กันทั่วไปในประเทศไทยจะเป็น  H4 เนื่องจากมี  2  ไส้  คือไฟสูง-ต่ำ  อยู่ในหลอดเดียวกัน ทำให้สะดวกในการออกแบบใช้งาน
     และในรถยนต์รุ่นใหม่ๆที่ออกมาจำหน่ายในปัจจุบัน ก็เริ่มมีหลอดไฟหน้าอีกแบบหนึ่งติดตั้งมากับรถยนต์ นั่นคือหลอดไฟ Xenon

( เรื่องของ Xenon กับ หลอดไฟแบบฮาโลเจน ขอยกยอดไปอีกกระทู้ จะได้ไม่สับสนน่ะครับ )

    แต่ไม่ว่าจะเป็นหลอดไฟแบบใด จะมีค่าคุณสมบัติ ที่จะต้องมีในหลอดไฟแต่ละอัน นั่นคือ ค่า K เราลองไปทำความรู้จักกับ ค่า K ก่อนสรรหาเลือกมา ติดตั้ง แต่ง แอททราจ ของเราให้มีประสิทธิภาพ ตามต้องการ กันดีกว่า

     อักษร K  ที่ปรากฎบนแพคเกจ เช่น 4000K,5000K นั้นในที่นี้  เป็นตัวย่อมาจากคำว่า  KELVEN  คือ  ค่าอุณหภูมิ  สีของแสง (color  temperature) แต่ไม่เกี่ยวกับความสว่างหลอดไฟรถยนต์จะวัดความสว่างกันเป็น Lumen ถ้าหลอดธรรมดาทั่วไปกินไฟมากหรือวัตต์มากก็จะสว่างมาก

     

ค่า K คืออะไร แล้วกี่ K ถึงจะมองทางชัด

ค่า K คือค่าอุณภูมิสีของแสง ซึ่งมีหน่วยเป็น Kelvin ความสว่างของไฟ HID XENON ไม่ได้ขึ้นอยู่กับค่า k เพียงแต่ค่า k ที่ต่างกันนั้นจะทำให้สีของไฟ HID XENON เปลี่ยนไป

ปริมาณแสงที่ออกมาจากไฟ HID XENON จะมีความสว่างเท่ากันในทุก k แต่สีของไฟ HID XENON จะเป็นตัวแปรที่จะทำให้มองทางชัดหรือไม่ แยกแยะมิติของสิ่งของบนถนนได้ดีหรือไม่

ซึ่งสีที่ทำให้สามารถมองทางได้ชัดเจนจะอยู่ช่วง 4,000k - 8,000k ซึ่งจะเป็นสีขาวติดเหลืองนิดหน่อย จนถึงขาว เพราะสีเหลืองจะเหมือนกับแสงแดด จะทำให้เรามองเห็นได้คล้ายกับเวลากลางวันนั่นเอง

ภาพแสดงลักษณะของแสงสว่างที่ได้รับจากหลอดไฟ ที่มีค่า K ในระดับต่างๆ
"ค่า K ของหลอดไฟ"




ทิ้งท้ายครับ ว่า ค่า K เท่าไรจึงจะเหมาะสมในการใช้งานจริง

ไฟที่ค่า K สูง แสงไฟที่ได้ จะสวยมาก แต่เวลาใช้งาน เราจะมองเห็นถนนมืดๆ ไม่ชัดเท่า ค่า K ต่ำๆ โดยเฉพาะถนนแคบ ๆ ต่างจังหวัด ที่ข้างทางเป็นหญ้า หรือไม่เว้นแม้แต่ ตามถนนหลวงสายหลักบางแห่ง เราแทบจะมองไม่เห็นเส้นขอบทางเลยด้วยซ้ำไป

หนักที่สุดคือ ไฟที่ค่า K สูงมากๆ ในโคมแบบเก่า จะใช้งานได้ไม่ดีเวลาฝนตกหนักๆ เพราะมันจะกลืนกับสายฝน

ซึ่งเป็นอันตรายมากๆ เพราะอาจทำให้เราพลาดพลั้ง จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายด้วยอีกต่างหาก

ฝากไว้เป็นข้อมูลสำหรับท่านที่จะเลือกสรร หลอดไฟหน้า มาเปลี่ยนให้กับรถแอททราจ คันเก่งของทุกๆท่านครับ.

13
วันหยุดพักผ่อน หากไม่มีโปรแกรมไปเที่ยวที่ใหน ขอแนะนำแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่ง ที่การเดินทางด้วยรถ แอททราจ คันเล็กๆของเรา ก็สามารถไปได้สบายๆ ไม่ไกลจาก กทม เท่าไรนัก

เผื่อว่าอยาก พาเจ้าแอททราจ ออกกำลังกาย ยืดเส้นยืดสาย ในวันสบายๆ จะได้ทดสอบทั้งกำลังรถ และกำลังคนขับ ว่าใครจะอึกกว่ากัน  :Onion-s-88:

ขอแนะนำที่นี่ครับ ศูนย์ราชการุณย์ สภากาชาดไทย เขาล้าน จังหวัดตราด ซึ่งหากมาแล้วอาจจะวางแผนต่อเนื่อง ไปเที่ยวเกาะช้าง ก็ยังได้ พาเจ้าแอททราจ นั่งเรือเฟอร์รี่ ดูสิ ใครจะเมาเรือ หรือเมาคลื่น 555



ศูนย์ราชการุณย์ สภากาชาดไทย เขาล้าน เดิมชื่อว่า ศูนย์สภากาชาดไทย เขาล้าน ตั้งอยู่ถนนตราด-คลองใหญ่ กิโลเมตรที่ 48 ริมทางหลวงหมายเลข 318

อยู่ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ ๔๘ กิโลเมตร ไปทางเส้นทางอำเภอคลองใหญ่ จุดเด่นของหาดราชการุณย์ คือทรายขาว น้ำทะเลใสสะอาดน่าลงเล่น เหมาะสำหรับการพักผ่อนชมทิวทัศน์ทะเลไทย



หากโชคดี เราอาจจะได้ชมแมงกะพรุนถ้วยหลากสีที่หาดราชการุณย์ ซึ่งการไปชมแมงกะพรุนนั้น ควรเดินทางมาระหว่างเวลา 07.00-09.00 น. จะพบเห็นแมงกะพรุนถ้วยหลากสีจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงที่คลื่นลมสงบและมีแสงแดด เนื่องจากช่วงนั้น คลื่นลมจะสงบ และแสงแดดทำให้เห็นแมงกะพรุนได้ชัด และสวยงาม

รูปแมงกะพรุนถ้วย หลากหลายสี ที่มีให้ชม ช่วงเดือน กันยายน - พฤศจิกายน ของทุกๆปี




คลิปภาพข่าวเมื่อปี 2555 โดย สอลาหยุด ครับ
<a href="http://www.youtube.com/watch?v=BO3wJK85KPk" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=BO3wJK85KPk</a>



ประวัติความเป็นมา
    ศูนย์ราชการุณย์สภากาชาดไทย เขาล้าน อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด มีนามเดิมว่า "ศูนย์สภากาชาดไทย เขาล้าน จังหวัดตราด" ได้ก่อกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ.2522
   โดยพระราชเสาวนีย์ ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ สภานายิกาสภากาชาดไทยที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานความช่วยเหลือแก่ผู้อพยพชาวกัมพูชาจำนวนนับแสนคนที่หนีภัยสงครามภายในประเทศเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร
   ในเขตราชอาณาจักรไทยบริเวณบ้านเขาล้าน ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด




สิ่งที่น่าสนใจภายในศูนย์ราชการุณย์ สภากาชาดไทย เขาล้าน
    สวนไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัด 76 จังหวัด ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 72 พรรษา ในปี พ.ศ. 2542 สภากาชาดไทย จัดทำโครงการพฤกษชาติบูชา พระบรมราชูปถัมภก 6 รอบ ปลูกต้นไม้มงคลพระราชทานประจำจังหวัด 76 จังหวัด รวม 972 ต้น ล้อมรอบรูปแผนที่ประเทศไทยในพื้นที่ประมาณ 16 ไร่เศษ

    สวนสมุนไพร สวนสมุนไพรสมเด็จองค์อุปนายิกา ผู้อำนวยการสภากาชาดไทย ปลูกต้นไม้และพืชสมุนไพร จัดเป็น 20 กลุ่มโรค ในพื้นที่ประมาณ 3 ไร่ เพื่อประโยชน์ทางวิชาการสำหรับเยาวชนและผู้สนใจทั่วไป

    หลวงพ่อแดง เป็นพระพุทธรูปแบบสุโขทัยปางมารวิชัย องค์พระพุทธรูปเดิมเป็นทองเหลืองเคลือบสีแดง จัดสร้างโดยพระวิสุทธิญาณเถระ (หลวงปู่สมชาย ฐิตฺวิริโย) วัดเขาสุกิม จังหวัดจันทบุรี ตามพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงให้มีพระพุทธรูปไว้สักการะบูชา เพื่อยึดเหนี่ยวและเป็นที่พึ่งทางจิตใจ แก่ผู้อพยพชาวกัมพูชาที่หนีภัยสงครามเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารเมื่อปี พ.ศ.2522 และเป็นที่สักการะบูชาของชาวจังหวัดตราดและจังหวัดใกล้เคียง

สถานที่พัก ณ ศูนย์ราชการุณย์
    สถานที่พักผ่อนสำหรับประชาชนทั่วไปมีที่พักชนิด
- ห้องเตียงคู่ จำนวน 30 ห้อง จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ โดยแต่ละห้องมีเครื่องปรับอากาศ โทรทัศน์ เครื่องทำน้ำอุ่น ห้องน้ำในตัว

- อาคารที่พักนอนรวมอีก 8 อาคารสามารถรองรับผู้เข้าพักได้ทั้งสิ้น รวม 209 เตียง

- มีสถานที่สำหรับประชุมสัมมนา จัดค่ายพักแรมของเยาวชนและสถานที่กางเต็นท์

    ภายในศูนย์ฯ มีอาหารดี ราคาเยา ด้านความปลอดภัย ภายในศูนย์ฯ มีชุดควบคุมอาสาสมัครทหารพรานนาวิกโยธินที่ 3 คอยดูแลความปลอดภัยให้อย่างดีครับ




    ท่านสามารถติดต่อสำรองที่พัก ได้ที่ โทร.0-3952-1838,0-3950-1015 ,081-926-2803 ,089-769-2475, 087-600-686 โทรสาร.0-3952-1621 ตลอด 24 ช.ม.
    Web site: http://www.redcross.or.th/khaolan
    E-mail : khaolan@redcross.or.th

เครดิตรูปภาพจาก bloggang.com , oknation.com

14
วันว่างเผื่อว่า ท่านสมาชิก attrage thailand club สนใจอยากไปช้อปปิ้งบ้าง แต่ยังไม่ทราบว่า ในสยามประเทศ แห่งนี้ มีที่ช้อปปิ้งใหน ที่เป็นที่ต้องตา ต้องใจ ของทั้งคนไทย และคนต่างประเทศ ที่แวะเวียน มาเที่ยวในเมืองไทยหละก็ ลองดูบทความต่อไปนี้ครับ

ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นสวรรค์ของการช็อปปิ้ง  ทริปแอดไวเซอร์เว็บไซต์ท่องเที่ยวรายใหญ่ที่สุดในโลก เอาใจนักช็อปทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จัดทำรายชื่อตลาดยอดนิยมในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นถนนคนเดิน ตลาดนัด หรือตลาดน้ำที่ได้ถูกจัดอันดับจากนักเดินทางทั่วโลก

ทั้งนี้ ตลาดที่ได้รับความนิยมสูงสุดได้แก่ ถนนคนเดินท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ ที่มีสินค้าหลากหลายเรียงรายตลอดถนนราชดำเนินที่มีความยาวถึง 1 กิโลเมตร โดยนักท่องเที่ยวรายหนึ่งได้แสดงความคิดเห็นบนเว็บไซต์ทริปแอดไวเซอร์ว่า “เป็นสถานที่ที่ช็อปสนุกและสามารถต่อรองราคาได้ และยังสามารถเดินชมสินค้าที่มีความหลากหลาย และอาหารพื้นเมืองมากมายตลอดเส้นทางของถนนคนเดินแห่งนี้”   

นอกจากนี้ ตลาดนัดจตุจักร ตลาดร่มหุบ และตลาดน้ำอัมพวา ก็ได้รับการจัดอันดับให้เป็น 1 ในตลาดยอดนิยมของนักท่องเที่ยวอีกด้วย 



รายชื่อ 10 อันดับตลาดยอดนิยมในประเทศไทย ได้แก่

ถนนคนเดินท่าแพ จ.เชียงใหม่
ตลาดรถไฟแม่กลอง (ตลาดร่มหุบ) จ.สมุทรสงคราม
ถนนคนเดินวัวลาย จ.เชียงใหม่
ปากคลองตลาด กรุงเทพฯ
ตลาดนัดจตุจักร กรุงเทพฯ
ตลาดนัดกลางคืน ภูเก็ต จ.ภูเก็ต
ตลาดน้ำอัมพวา  จ.สมุทรสงคราม
สยามสแควร์ กรุงเทพฯ
ตลาดโต้รุ่งหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์
ไนท์บาซาร์  จ.เชียงใหม่

ตลาดเป็นส่วนหนึ่งของวิถีการดำเนินชีวิตของคนไทย ซึ่งไม่เพียงแต่ชาวไทยเท่านั้น ชาวต่างชาติก็นิยมเดินเล่น และจับจ่ายซื้อสินค้าที่ตลาดเช่นกัน” มิสจีน โอ-ยอง ตัวแทนทริปแอดไวเซอร์ กล่าว “สำหรับประสบการณ์การช็อปปิ้งที่ไม่เหมือนใคร นักเดินทางทั่วโลกได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์และความคิดเห็นบนเว็บไซต์ทริปแอดไวเซอร์ ซึ่งช่วยให้คุณค้นพบสวรรค์แห่งการช็อปปิ้งในประเทศไทย

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับตลาดในประเทศไทย สามารถเยี่ยมชมได้ที่  http://th.tripadvisor.com/

โดย: ไทยรัฐออนไลน์

15
  เครดิตเว็บสนุกเค้าหละ

  เห็นแล้วก็อดสงสารเจ้าของรถตู้ โดนหนักไปหน่อย แต่ถ้าคิดถึงฝ่ายที่โดนจอดปิดทาง ก็น่าเห็นใจ คงมีธุระด่วนม้วกๆๆ เลยโกรธจัดมั้ง


    แต่ผมก็อดเสียวไม่ได้ครับ รถผมหนัก 2 ตัน เวลาเ็ข็นจะยากหน่อย ต้องออกแรงเยอะ  เคยเจอ รปภ บ่นว่าทำไมพี่ไม่ปลดเบรกมือ ก็เลยเปิดประตูให้เค้าดู แล้วบอกว่า ไม่ได้ล็อกน่ะครับ เกียร์ก็ว่างน่ะ แต่รถมันหนักนิดหน่อยต้องออกแรงเยอะ
    แล้วก็สาธิต ให้เค้าชมเป็นประสบกาณ์ พวกยิ้มแหย๋ๆ  :Onion-s-117:

หน้า: [1] 2 3 ... 12

ร้านค้า เซลล์ ที่ใช้บริการห้องซื้อขายทุกท่าน !!! ต้องลงทะเบียนร้านค้า ผู้ให้บริการ ก่อนเท่านั้น

ซองหนัง รีโมทรถ

club attrage