แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - กุขับมิตซู

หน้า: [1] 2 3 4
1
ส่วนการปลดล็อคจอ ก็ทำกับปลั๊กหลังจอนี้ได้เลย ง่ายๆเหมือนกัน ถอดมาครั้งเดียว ได้หลายอย่างเลย

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=mYQQjPJ_MjA" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=mYQQjPJ_MjA</a>

ด้วยการถอดพินเพื่อเอาลงกราวแบบไม่ต้องตัดต่อสายไฟ
ที่บอกว่าเสียบที่สายสีดำก้คือ เอาพินเสียบเข้าตรงร่องที่พินสีดำเสียบอยุ่แล้ว แต่มีช่องวางให้เราเสียบพินฝากไว้ได้ ก้จะกลายเป็นการต่อลงกราวน์ นั่นเอง
เสียบแล้วพันด้วยเทปพันสาย เผื่อว่าอยากใส่กลับก้ทำได้เลย
สำหรับ gls ltd ตัวท้อป 2017-18 ปลดสายสีฟ้า ครับ

2
ตัว attrage 2016 ตัวเริ่มต้น จะได้เครื่องเสียง ของ  SONY รุ่น XAV-W650BT ติดรถมาให้เลย เป็นจอขนาด 6.2 นิ้ว มาตรฐานของเครื่องเล่นติดรถ ที่มีขายในท้องตลาดทั่วๆไป

แต่ดันไม่ให้กล้องมองหลังมา สะนี่ แหม่  :^27dead^:

แต่ช่างไทยเสียอย่าง จะไปยากอะไร ก็หามาใส่เองสิครับ ไม่ยากเลย

ก่อนอื่นต้องเตรียม จุดต่อสายไฟสำหรับสั่งการให้ จอเครื่องเสียง  SONY รุ่น XAV-W650BT มันรับรู้ว่า ตรูจะถอยแล้วน่ะ เปิดกล้องสิ  :wanwan16: :^11man^:
ตามรูปแรกด้านล่างน่ะครับ ก็เปิดฝาครอบด้านล่างเครื่องเสียงออกมา แล้วบัดกรีสาย ออกจากขาที่ 3 ของซ้อกเก็ตสายไฟ ตามรูปเลย ออกมา เพื่อเตรียมไว้ ต่อกับสายสั่งการ ที่จะต่อจากไฟถอยรถ

- หากล้องมองหลัง ตามตลาดทั่วๆไป อันละไม่เกิน พันบาท
- มาต่อ และเดินสาย จากด้านหลังรถ มาเข้าเครื่องเสียง จะมาท่าใหนก็ได้ ตีลังกาตลบหน้า หรือว่าจะ กลิ้งก็ว่าไป อิอิ  :ieie:

การต่อสายก็ไม่มีอะไรมาก แค่หาสายไฟถอยของรถให้เจอ ก็จัดการต่อสายได้เลย

ขอให้สนุกกับการ DIY ได้ด้วยฝีมือคุณ น่ะครัช   :Onion-s-91:


เครดิตข้อมูลคุณ Jack และ Khajorn ครับ

3
เตรียมพบกับ Attrage GLX CVT 15MY ตกแต่งเพิ่มเติม เพิ่ม 6,000 บาท

เริ่มจำหน่ายตั้งแต่เดือน มกราคม 2558 เป็นต้นไป โดยมีรายละเอียดดังนี้

ภายนอก Attrage GLX CVT 15MY
1.ไฟตัดหมอกคู่หน้า พร้อมตกแต่งแบบโครเมี่ยม ( เหมือน GLS )
2.ไฟส่องสว่างกลางวัน-กลางคืน แบบ LED Daylight

ภายใน Attrage GLX CVT 15MY
3.ตกแต่งแบบ Silver decoration บริเวณพวงมาลัยและที่มาตรวัด
4.ตกแต่งแบบ Chorme decoration บริเวณแผงปุ่มกดวิทยุ
5.ช่องเก็บของบริเวณใต้คอพวงมาลัย

ความปลอดภัย
7.ระบบเปิดไฟฉุกเฉินอัตโนมัติ ESS(Emergency Stop Signal)

*สีใหม่ New Titanium Gray(สีตะกั่วไทตั้น)
**ยกเลิกสี เทา ดำ



4
เป็นปกติของงาน มอเตอร์โชว์ ที่เขาจะต้อง จัดรางวัล รถยอดเยี่ยม ให้แก่ รถยนต์ที่จำหน่ายในเมืองไทย
มีหลายประเภท(เยอะ) เลยทีเดียวสำหรับรางวัล Car & Bike of The Year 2014
เรียกว่า ยี่ห้อใหน ไม่มีรางวัลติดมือไป แปลกมั่กๆ  :^9gife_me^:  :^10-555^:

มิตซูบิชิ ก็สามารถ กวาดมาได้ 4 รางวัลด้วยกัน ดังนี้

MITSUBISHI ATTRAGE   รางวัล   BEST SEDAN UNDER 1,200 CC
MITSUBISHI TRITON PLUS Double Cab   รางวัล   BEST HIGH-LIFT PICKUP 2,500 CC
MITSUBISHI PAJERO SPORT 2.5 4WD  รางวัล   BEST PPV DIESEL 4WD UNDER 2,500 CC
MITSUBISHI MIRAGE   รางวัล   BEST FUEL ECONOMY ECO CAR



กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล ร่วมกับสมาคมวิศวกรรมยานยนต์ไทย จัดงานมอบรางวัลรถยอดเยี่ยมแห่งปี Car & Bike of The Year 2014 ในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 35   โดยค่ายรถยนต์ที่คว้ารางวัลมากที่สุด คือ BMW  ถึง 12 รางวัล  ในขณะที่รถจักรยานยนต์ คือ AP Honda 5 รางวัล     และ Kawasaki คว้ารางวัลในกลุ่ม Bigbike

Car & Bike of The Year ถูกจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี  โดยครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 17  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อหาสุดยอดยนตรกรรมยอดเยี่ยมแห่งปี โดยได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน อาทิ  สมาคมวิศวกรรมยานยนต์ไทย  รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิสายวิศวกรรมยานยนต์ และสมาคมผู้สื่อข่าวรถยนต์และรถจักรยานยนต์ไทย  เข้าร่วมทดสอบ   โดยประกาศผลพร้อมมอบรางวัลแห่งเกียรติยศกันไปในเย็นวันที่ 26 มีนาคม 2557 ในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์  ครั้งที่ 35 ณ เมืองทองธานี


5
       ใครๆ ก็เคยได้ยินชื่อไฟซีนอน (อ่านว่า ซี-น่อน) หลายสื่อเคยนำเสนอ แต่อาจซับซ้อนจนงง บางคนเข้าใจผิดว่าซีนอนสว่างมากจนแยงตา หรือเป็นของเล่นราคาแพงเพราะถ้าจะติดเพิ่มต้องจ่ายหลายหมื่นบาทอ่านบทความที่ทำความเข้าใจได้ง่ายๆ เกี่ยวกับไฟซีนอน

       
       ไฟซีนอน ถูกนำมาใช้ในรถอย่างจริงจังเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว เริ่มต้นจากรุ่นราคาแพงหลายล้านบาท ก็เริ่มขยับถูกนำมาในรถราคาถูกลง แม้กระทั้งรถปิกอัพบางยี่ห้อก็มีใช้ แต่ก็ยังไม่แพร่หลาย ถือว่ามีใช้ในรถบางรุ่นเท่านั้น ถ้าไม่นับรถปิกอัพก็จะมีแต่รถคันละล้านกว่าบาทขึ้นไปที่มีใช้ไฟซีนอน จึงเหมือนเป็นระบบไฟพิเศษราคาแพง ยากที่จะได้ใช้ แต่ก่อนถ้าจะติดตั้งเพิ่มเติมก็ชุดละเป็นหมื่นบาท หลายคนจึงรู้จักไฟซีีนอนเพียงผิวเผิน รู้แต่ว่ามีใช้ในรถราคาแพงและสว่างดี ส่วนการทำงานจริงเป็นอย่างไร หรือติดตั้งเพิ่มได้ไหม จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว
       
       ++ความแตกต่างจากฮาโลเจน++
       
       คนในยุคนี้ คุ้นเคยกับหลอดไฟแบบฮาโลเจน หลอดแบบมีไส้ภายในบรรจุก๊าซฮาโลเจน (ไม่ใช่เรียกเพี้ยนๆ แบบบางคนว่า หลอดไฮโดรเจน) ซึ่งแตกต่างแค่รายละเอียดด้านขนาด รูปทรงของฐาน ความสว่าง หรือจำนวนของไส้ โดยมีรหัสเรียก เช่น H1 H2 H3 H4 มีราคาตั้งแต่หลอดละ 50 บาท ไปจนถึงหลอดไฟของแต่ง ราคาหลอดละเป็นพันบาท



       เปรียบเทียบการทำงานแบบง่ายๆ ของหลอดฮาโลเจน ก็คือ หลอดไฟแบบมีไส้ จ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าไป ทำให้ไส้ร้อนเปล่งแสงผ่านก๊าซที่ชื่อ ฮาโลเจนที่บรรจอยูุ่ในหลอดรอบตัวไส้ ถ้าหลอดแตกจนก๊าซรั่วหรือไส้ขาดก็เสีย รับไฟ 12 โวลต์ตรงๆ จากระบบปกติของรถ การเปิดให้สว่างก็แค่จ่ายกระแสไฟเข้าไฟแสงจะสว่างขึ้นอย่างฉับไว แบบเดียวกับที่กะพริบไฟสูงหากยังงงให้นึกถึงหลอดไฟที่ใช้ในบ้าน เป็นหลอดกลมๆ ทรงคล้ายน้ำเต้า มีไส้ต่อไฟโดยตรงนั่นเอง แสงของไฟมักจะสว่างแบบอมเหลืองดูโปร่งๆ
       
       ส่วนหลอดไฟซีนอน ภายในบรรจุก๊าซชื่อ ซีนอน ไม่มีไส้โดยตรงแบบฮาโลเจน ทำงานคล้ายกับหลอดไฟนีออนที่ใช้ในบ้าน ต้องมีตัวแปลงและควบคุมกระแสไฟ เรียกว่า บัลลาร์ด เป็นกล่องคั่นระหว่างสายไฟปกติ ก่อนต่อเข้าตัวหลอด แสงจะออกมานวลๆ
       การเปิดให้หลอดซีนอนสว่าง ตัวบัลลาร์ดจะสร้างกระแสไฟฟ้าระดับ 20,000 กว่าโวลต์ ส่งเข้าไปยังตัวหลอดเพื่อจุดในครั้งแรก และในอีกประมาณ 1-2 วินาที ก็จะลดกระแสไฟฟ้าลงเหลือ 12 โวล์ต (หรือไม่กี่สิบโวลต์) ต่อเนื่องไป
       
       สรุปง่ายๆ ว่า ระบบไฟซีนอน มีกระแสไฟเป็นหมื่นโวลต์ถูกสร้างขึ้นด้วยกล่องบัลลาร์ดในช่วงสั้นๆ เพื่อจุดหลอดให้สว่างเท่านั้น ต่อจากนั้นก็จะลดไฟลงมาเหลือไม่กี่สิบโวล์ตคงความสว่างไว้ตัวหลอดซีนอน จะต้องใช้เวลาประมาณ 1-2 วินาที กว่าจะสว่างเต็มที่หลังจากจุดครั้งแรก จึงทำให้ถูกใช้แต่หลอดไฟต่ำ แต่ไม่ใช้กับไฟสูง เพราะสว่างไม่ทัน ถ้ามีการกะพริบไฟหรือเปิดไฟสูงในทันที ไฟซีนอนที่มีทั้งไฟต่ำและสูง จึงไม่ใช่เป็นการแยก 2 หลอดจุดหลอดใหม่ แต่ใช้หลอดเดียวต่อข้าง สว่างตลอด และใช้การเลื่อนตัวหลอดหรือตัวบัง ให้เปลี่ยนเป็นไฟต่ำหรือสูงได้ในหลอดที่สว่างตลอดอยู่หลอดเดียว
       
       สรุปง่ายๆ ก็คือ ฮาโลเจน คล้ายกับหลอดไฟกลมที่ใช้ในบ้าน ต่อไฟเข้าไปโดยตรงเลย
       ส่วนซีนอนคล้ายกับหลอดนีออนที่บ้าน ไม่มีไส้ และต้องมีตัวแปลงไฟหรือบัลลาร์ด



       ++แอบอ้างว่าเป็นซีนอน++
       
       ด้วยความโดดเด่นของไฟซีนอนว่า สว่างมีแสงขาวดีและมีราคาแพง จึงเป็นเหตุให้มีการใช้ชื่อซีนอน ไปเรียกหลอดฮาโลเจนแบบพิเศษหรือหลอดของแต่ง ที่มีความสว่างสูงกว่าปกติ หรือย้อมสีตัวเปลือกหลอดให้มีแสงไม่อมเหลือง เป็นแสงเกือบขาวหรืออมฟ้า แต่ยังไงก็ไม่เหมือนซีนอนแท้ๆ โดยเป็นหลอดฮาโลเจน แต่พยามเรียกว่าเป็นซีนอน นับว่าเมื่อไรเป็นหลอดฮาโลเจนของแต่งที่มีแสงสีขาว หรืออมฟ้าอมม่วง บางทีก็ถูกโมเมเรียกว่าซีนอนเลย ทั้งที่คนที่เรียกยังไม่เข้าใจระบบซีนอนจริงๆ ก็เป็นได้ ถ้าเป็นของราคาถูกยี่ห้อทั่วไปหรือของไต้หวันก็อาจจะมั่วเรียกว่าซีนอนเลย แต่ถ้าเป็นยี่ห้อดัง อาจจะอายหน่อย เรียกเลี่ยงๆ ว่า XENIN LOOKS หรือสารพัดประโยคที่จะหลอกให้เข้าใจผิดว่าเป็นซีนอน หลายคนจึงเข้าใจผิดว่า หลอดฮาโลเจนของแต่งที่สีขาวหรืออมฟ้า หรือสีแปลกๆ ราคาคู่ละหลายร้อยบาทหรือเป็นพันบาท คือ หลอดซีนอน ทั้งที่ไม่ใช่เลย
       
       ++จับผิดอย่างไรว่า เป็นซีนอนแท้หรือไม่++
       
       เมื่อไรที่เห็นหลอดไฟหรือชุดไฟที่อ้างว่าเป็นซีนอนหรือเปล่า ดูโดยใช้หลักการง่ายๆ คือ
       1. ตัวหลอดเป็นทรงที่คุ้นเคยหรือเปล่า มีไส้ให้เห็นชัดเจนหรือเปล่า ถ้าใช่ก็เป็นหลอดฮาโลเจน ถ้าเป็นซีนอนจะซับซ้อนกว่าและมีช่วงหนึ่งเป็นตัวหลอดบรรจุก๊าซโล่งๆ
       
       2. ซีนอนต้องมีกล่องบัลลาร์ดแปลงไฟ ขนาดประมาณเท่าฝ่ามือหนาครึ่ง-1 นิ้ว ถ้าต่อหลอดเข้ากับไฟ 12 โวลต์โดยตรง แสดงว่าเป็นฮาโลเจนโดยรวมแล้วสังเกตุที่ระบบได้ว่ามีกล่องบัลลาร์ดหรือเปล่า ถ้าถ้าหลอดต่อไฟตรงล่ะก็ไม่ใช่ซีนอนแน่ๆ



       ++XENON สังคมพิพากษาว่าแยงตา ตัวร้ายบนถนน++
       
       หลายคนเชื่อว่า เมื่อไรเป็นซีนอนแท้ แสงต้องแรงสว่างจ้า และแยงตา รบกวนผู้อื่นอาจเป็นเพราะมีรถบางรุ่นที่ผลิตออกมาจากสายการผลิตแต่ผู้ขับขาดการปรับตั้งที่ดี หรือตัวโคมสะท้อนมีการควบคุมการฉายที่ไม่ดีบางรุ่นเป็นปิกอัพ พอบรรทุกหนักแล้วหน้าเชิด ไฟยิ่งสูงขึ้นไปอีกผู้ขับยิ่งชอบเพราะมองได้ไกล โดยมองข้ามไปว่าจะไปแยงตาคนอื่นไหมรวมถึงรถที่เปลี่ยนไฟฮาโลเจนที่มีความสว่างสูงๆ สีขาว อมฟ้า อมม่วง ใส่ในจานฉายเดิม โดยอ้างว่าเป็นหลอดซีนอน อีกทั้งยังไม่ปรับตั้งมุมฉายให้กดลง ก็เลยแยงตาคนอื่น
       
       คนทั่วไปเมื่อได้ยินคำว่าซีนอน ก็คิดไปก่อนเลยว่า ในเมื่อไฟซีนอนมีราคาแพงและมีความพิเศษในตัวเอง ไม่งั้นจะใส่ในรถราคาแพงหรือรุ่นใหม่ๆ ให้เสียเวลาพัฒนาไปทำไม  หลายคนคิดว่า ซีนอนจะต้องแยงสายตาคนเสมอ พิพากษากันเสร็จสรรพ ทั้งที่คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักระบบไฟซีนอน คิดแต่ว่าเมื่อไรเป็นซีนอนแล้วแสงต้องแรงแยงสายตาแน่ๆเพราะเคยเจอมากับตัวเองบนถนน กับรถรุ่นที่มีปัญหา ซึ่งบังเอิญว่าเป็นรถราคาไม่แพง จึงมีขายออกมาใช้กันเยอะ
       
       ส่วนรถที่ไฟซีนอนไม่แยงตา ก็มักจะเป็นรถคันละหลายล้านบาทซีนอนเป็นอีกระบบไฟส่องสว่างที่ต่างจากฮาโลเจน ในกลุ่มของซีนอนเองก็แยกย่อยเป็นหลายระดับความสว่างและออกหลายโทนสี มีไม่ต่ำกว่า 5-10 รุ่นของประสิทธิภาพหลอด มีตั้งแต่สีอมเหลืองๆ ส้มๆ คล้ายฮาโลเจนไปจนถึงอมฟ้าอมม่วงเลย ส่วนการแยงสายตา ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ตัวหลอด เพราะตัวกลอดก็มีใช้มีขายหลายค่าคว่างสว่าง ไม่ใช่หลอดติดตั้งอยู่ลอยๆ แสงจะพุ่งออกมาได้ ต้องอาศัยจานสะท้อน ถ้าออกแบบจานสะท้อนมาดี มีการควบคุมการกระจายของแสงได้ดี ตัดขอบแสงไม่ให้กระจาย การการรวมแสง (เช่น มีเลนส์โปรเจคเตอร์) และมีการปรับตั้งมุมกดดี ถึงตัวหลอดจะมีแสงแรง แต่ก็อาจจะไม่แยงสายตาก็เป็นได้
       
       ซีนอน เป็นระบบไฟหน้าซึ่งไม่ถือว่าใหม่ในยุคนี้แล้ว เพราะมีการใช้แพร่หลายมากขึ้นเรื่อยๆ อีกไม่เกิน 5 ปี เกินครึ่งของรถใหม่น่าจะเป็นไฟซีนอน
       
วรพล  สิงห์เขียวพงษ์

6
อ่านข้อมูลไปเรื่อยๆ ไปสะดุดเอาความรู้ใหม่สำหรับผมครับ เรื่องของ ที่อยู่ของฝาถังน้ำมันรถ
ทุกทีที่ยืมรถคนอื่นไปขับ พอถึงเวลาเติมน้ำมัน ต้องชะโงกไปมองว่า ฝาถังน้ำมันรถ อยู่ฝั่งใหนของรถ(ว่ะ)
เพราะแต่ละคนมันก็อยู่ไม่ค่อยจะเหมือนกันซ่ะด้วย 55

ไปเจอข้อมูลนี้มา ก็เลยอยากถามสมาชิก แอททราจ ไทยแลนด์ คลับ สักเล็กน้อย
ว่า ฝาถังน้ำมันรถ อยู่ฝั่งใหน เค้าให้ดูจาก มาตรวัดในรถที่เราขับนั่นเอง

โดยให้ดูที่รูป สัญลักษณของเกจ์วัดระดับน้ำมัน จะมีลูกศรบอกตำแหน่งของฝาถังน้ำมันอยู่ด้วย
และให้ดูหัวจ่ายน้ำมัน ที่สัญลักษณ์ของเกจ์วัดน้ำมัน ว่าอยู่ฝั่งใหน

งงครับ แล้วแอททราจ มีบอกไหมว่า ฝาถังน้ำมันอยู่ข้างใหน มีสัญลักษณ์บนหน้าปัดบอก หรือเปล่า ???
ดูจากรูปนี้เหมือนจะมีลูกศรอยู่ แต่มันจริงป่ะ

7
เอาข้อมูลราคาอะไหล่ ที่จำเป็นต้องเปลี่ยนในบางกรณี หรือเป็นชิ้นส่วนที่ต้องเปลี่ยนตามระยะทางมาฝากกันครับ

ด้านล่างนี้ เป็นรายการอะไหล่ ชิ้นส่วนของแอททราจ 1.2MT ที่จะต้องเปลี่ยน ในกรณี ครบ 10,000 กิโลเมตร

   น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ 0W-20    3 ลิตร  ราคา  750

   แหวนรองน็อตตัวถ่ายน้ำมันเครื่อง    1 ชิ้น    ราคา   17

   ไส้กรองน้ำมันเครื่อง    1 ชิ้น   ราคา 225

    ไส้กรองอากาศ    1 ชิ้น   ราคา 285

    น้ำมันเบรค    1 ลิตร   ราคา 320

    น้ำมันเกียร์ธรรมดา 75W-80    1.6 ลิตร  ราคา  550

    แหวนรองน๊อตตัวถ่ายน้ำมันเกียร์    1 ชิ้น   ราคา 75

    ไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิง    1 ชิ้น   ราคา  950

    หัวเทียนอิริเดียม    3 ชิ้น  ราคา  2,160

    ไส้กรองอากาศแอร์    1 ชิ้น  ราคา  180

รวมค่าอะไหล่ + ค่าแรง(ฟรี) สำหรับตรวจเช็คระยะ 10,000km สำหรับ Attrage GLX MT เป็นเงิน 992 บาท
และสำหรับสรุปรายการอะไหล่ที่เปลี่ยนตามระยะ แต่ละครั้ง ในการเข้ารับบริการ ดูได้ที่
http://attragethailandclub.com/webboard/index.php?topic=283.0


ตารางด้านล่างนี้เป็นตัวอย่างราคาอะไหล่ของแอททราจ เปรียบเทียบกับยี่้ห้ออื่นๆ

8
เป็นคำแนะนำเบื้องต้นสำหรับ การดูแล บำรุงรักษา ส่วนประกอบของรถยนต์ ของทุกๆท่าน เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากการใช้งานเป็นประจำ

ซึ่งทุกๆท่านสามารถป้องกันได้ด้วยตนเอง  ถ้าเราทราบขั้นตอนพื้นฐานในการตรวจสภาพรถแอททราจของท่าน ให้พร้อมใช้งานอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ กันน่ะครับ

หลายๆท่านที่เป็นเจ้าของ attrage อาจจะยังเป็นมือใหม่ กำลังมีรถคันแรก ก็อาจจะมัวตื่นเต้น หรือคิดว่ารถ attrage ใหม่ๆนี้ มีการรับประกันอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องดูแลอะไรนี่ ได้เวลาก็เข้าศูนย์บริการ ให้ศูนย์ทำให้ ...
แต่ท่านทราบบ้างหรือเปล่าว่า กว่าจะถึงระยะเวลาที่ต้องเข้าศูนย์ เพื่อรับการบริการฟรีนั้น ชิ้นส่วนที่ผ่านการใช้งานของรถยนต์ของท่าน ไม่ได้รอจังหวะสึกหรอน่ะครับ ยิ่งเราใช้ มันก็ยิ่งสึกหรอตามภาระหน้าที่ของชิ้นส่วนนั้นๆ

เราลองดูครับว่า แต่ละส่วนของรถแอททราจ ที่ควรมีการดูแลบ้าง เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝันนั้น น่าจะมีส่วนใดบ้าง

สายพานหน้าเครื่องยนต์


9
 โปรดระวังอันตราย...โจรเลิกใช้วิธีงัดรถแล้วแต่ใช้กระดาษติดกลางกระจกรถด้านหลัง

เรื่องนี้มีประโยชน์ค่ะ เก็บมาเล่าสู่กันฟัง จะได้ระมัดระวังตัวกันนะ

ใครที่มีรถโปรดระวัง !!!
โจรเลิกใช้วิธีงัดรถแล้ว แต่ใช้วิธีต่อไปนี้
ตำรวจฝากเตือนมา มีผู้เคราะห์ร้ายแล้วครับ



ลองนึกภาพดู ท่านกำลังเดินมาในลานจอดรถ
เปิดประตุรถและเข้าไปในรถ ท่านล็อคประตู
แล้วสตาร์ท รถยนต์ และเข้าเกียร์
เพื่อถอยรถ ขณะนั้นท่านมองที่กระจกส่องหลัง
ที่อยู่หน้าคนขับเพื่อมองทางที่จะถอย
ทันใดก็เห็นว่ามีกระดาษแผ่นหนึ่งติดอยู่
กลางกระจกรถด้านหลัง

ท่านก็ต้องเปลี่ยนเกียร์มาที่ตำแหน่งเพื่อจอดรถ
เปิดประตูออกจากรถเพื่อจะลงไปเอากระดาษที่ติดอยู่ออก
เพราะทำให้การมองเห็นไม่ดี ขณะที่เดินถึงด้านหลังของรถ
จู่ๆก็มีชายคนหนึ่งโผล่มาจากที่ไหนก็ไม่รู้กระโดดเข้าไปในรถ
และขับรถออกไปขณะเครื่องยนต์กำลังติดอยู่
(เจ้าของรถที่เป็นผู้หญิงจะมีกระเป๋าถือวางอยู่ในรถด้วย)
รถที่ออกก็จะพุ่งออกไปท่านต้องหลีก เพราะกลัวถูกชน
โปรดระวัง โจรรถยนต์ บางรายเริ่มใช้วิธีนี้แล้ว

วิธีที่ดีและปลอดภัย คือ ขอให้ท่านขับรถออกเลยไป
ปล่อยให้กระดาษติดอยู่ที่กระจก
แบบนั้นแหละ นึกไว้เลยว่า เราโดนโจรเล่นงานแล้ว
และค่อยไปเอากระดาษออกทีหลัง

หลังจากที่ออกรถไปจากลานจอดรถที่น่าสงสัยนั้นแล้ว

ขอให้ทุกคนส่งต่อด่วน ไปให้ญาติมิตร
เพื่อน ๆ ทุกคนได้ระวังกันไว้ โดยเฉพาะที่เป็นผู้หญิง

ขอบคุณ : ร้อยเวรออนไลน์

10
หลังจาก แอดมิน ปรับปรุงหน้าตา webboard ไปหลายรอบแล้ว  :ieie: ( ไม่รู้ถูกใจอ่ะยัง )

ไม่รู้ว่า ผู้เยี่ยมชม และท่านสมาชิกได้สังเกตุบ้างหรือเปล่าครับว่า เว็บบอร์ดแอททราจ ไทยแลนด์ คลับ สามารถเลือกสี ในการแสดงผลของเว็บบอร์ด ตามใจชอบของทุกๆท่านเลยน่ะครับ

ลองดูที่ด้านบนสุด มุมซ้ายมือเรา จะมีสัญลักษณ์ สี่เหลี่ยม กากะบาท สี่เหลี่ยม และวงกลม รวม 4 อัน ซึ่งแต่ละอันจะมีสีต่างๆกันครับ ลองกดดูน่ะครับ

สีมาตรฐาน สีน้ำเงิน


โทนสีแดง


โทนสีเขียว


โทนสีชมพู ก็มีน่ะ


ใครชอบสีใหน ก็เลือกใช้ได้ตามสะดวกเลยทีนี้  :like:

11
การขับรถขึ้นเขา สำหรับท่านที่ยังไม่ชิน หรือ ไม่คุ้นเคยน่ะครับ

* ควรใช้เกียร์ต่ำ ปรับเปลี่ยนเกียร์เมื่อรถเสียกำลังอย่าลากเกียร์จนหมดแรงส่ง ถ้าเป็นเกียร์อัตโนมัติ ให้ใช้เกียร์ 2 ในการขับขึ้นเขาลงเขา และเปลี่ยนไปใช้เกียร์ D บ้าง เมื่อรถอยู่ในทางราบ การขับให้ใช้เกียร์ช่วยตลอดทางเกียร์อัตโนมัติไม่พังง่ายๆ หรอกครับ


* เมื่อขับลงเขาที่ลาดชันมากและยาวไกล ก่อนเข้าโค้งให้เปลี่ยนเกียร์จากตำแหน่ง D มา 2 ถ้า 2 ยังเอาไม่อยู่ให้เปลี่ยนมา L แต่อย่าทำขณะฝนตกทางลื่นรถจะเสียการทรงตัว การใช่เกียร์แต่ละเกียร์ควรดูสภาพทางเป็นหลักในการพิจารณา ส่วนเกียร์ธรรมดาการทำงานจะง่ายกว่า มีเกียร์ให้เล่น 5 ตำแหน่ง และมีคลัตช์ช่วยในการส่งกำลังไปยังล้อที่เราต้องการได้ทุกขณะ แต่เกียร์อัตโนมัติบางรุ่นจะทำงานไม่ได้อย่างที่เราต้องการ เพราะฉะนั้นควรประเมินสภาพทางก่อนใช้เกียร์ดีที่สุด


* การขับเข้าโค้งธรรมดาหรือบนภูเขา ควรมองให้ไกลให้ลึกและให้คนนั่งข้างช่วยดูสภาพทางด้วย เมื่อแน่ใจว่าไม่มีรถสวนมาให้ใช้วิธีตัดโค้งวิธีนี้จะช่วยให้รถทรงตัวดี, เข้าโค้งได้เร็ว, รถไม่ใช้กำลังมาก ลูกปืนล้อมไม่ทำงานหนัก, ยางก็ไม่ล้มตัวมาก หน้ายางจะสัมผัสผิวถนนได้มากตามไปด้วย แต่ต้องแน่ใจว่าไม่มีรถสวนมา สมมุติจะเข้าโค้งขวาก่อนเข้าโค้งให้ถอนคันเร่งลง หัดพวงมาลัยไปทางซ้ายนิดหนึ่ง แล้วหัดพวงมาลัยมาทางขวาเพื่อทำโค้งให้กว้างขึ้น ใช้พื้นที่ถนนทุกตารางนิ้ว ถ้ารถจะเลี้ยวซ้ายก็ให้เลี้ยวทางขวานิดหนึ่งแล้วเลี้ยวซ้าย การฝึกใหม่จะรู้สึกฝืนความรู้สึกบ้าง ถ้าขับชำนาญแล้วก็จะชินไปเอง


* การขับรถโค้งต่อเนื่องรูปตัว S มองให้ไกล มองให้ลึก เมื่อแน่ใจว่าทางว่าง ไม่มีรถสวรมาให้ถอนคันเร่งลงแล้วเสียบตัดโค้งในแนวการขับเป็นเส้นตรงที่สุด ง่ายไหม? ...ครับ แต่การขับรถลักษณะนี้ถ้าไม่แน่ใจเส้นทางข้างหน้าหรือทัศนวิสัยไม่ดีควรขับเข้าทางโค้งธรรมดา อยู่ในทางของเราเอง


* การขับรถเข้าโค้งหักศอกขึ้นเขารูปฟันปลา การขับแบบนี้ต้องให้ผู้ช่วยดูรถด้านซ้ายด้วยโดยมองถนนด้านบนก่อนว่าไม่มีรถสวนลงมา กดแตรรถก่อนจะขับขึ้นไป หลักการขับก็เหมือนเข้าโค้งธรรมดา จะเลี้ยวซ้านก็หัดพวงมาลัยไปทางขวาก่อนแล้วหักพวงมาลัยไปทางซ้ายเข้าโค้งเมื่อรถเข้าโค้งล้อหน้าจะเกิดแรงต้าน รถต้องใช้กำลังมาก ทำให้รถรถขับขึ้นได้ช้า ควรคืนพวงมาลัยกลับมาบ้าง และเร่งเครื่อง ทำแบบนี้เป็นจังหวะไปมาจนพ้นโค้ง การขับลงโค้งแบบนี้อย่าใช้ความเร็ว ควรลงช้าๆ ใช้เบรกช่วยชะลอความเร็วแต่อย่าเหยียบแรง ท้ายรถจะปัด ยิ่งหน้าฝนท้ารถจะปัดได้ง่าย ถ้าท้ารถปัดรถจะเสียการทรงตัว ให้หักพวงมาลัยไปทิศทางท้ายรถ เช่น เลี้ยวซ้ายท้ายรถปัดไปทางขวาก็ให้หักพวงมาลัยไปทางขวา เมื่อรถทรงตัวได้แล้วบังคับให้บังคับรถไปในทิศทางที่ต้องการ ถ้าเอาไม่อยู่ให้เลือกทางภูเขาไว้ก่อน อย่าเลือกทางหน้าผาก็แล้วกัน


* การเพิ่มระยะทางการเบรก การเบรกรถกะทันหัน รถเราอาจไปชนรถข้างหน้า ควรเลี้ยวรถดึงพวงมาลัยไปทางไหล่าทาง หรือมีพื้นที่เพื่อเพิ่มระยะทางการเบรก


* การขับรถบนภูเขาที่มีทางคดเคี้ยวไปมาเป็นเวลานานๆ เมื่อถึงทางตรงลงเขายางไกล คนขับส่วนมากจะขับเร็วรถมาก อันตรายมากนะครับทางแบบนี้ น้ำหนักรถ ความเร็ว ระยะทางถ้ามีอะไรเกิดขึ้น เช่น มีรถ, คน, ฯลฯ ขึ้นจากข้างทางหักหลบไม่พ้นแน่ ถึงจะหักหลบได้แต่รถต้องเกิดอะไรแน่นอน ไม่พลิกคว่ำ แหกข้างทางเข้าป่า หรือไม่ก็ชนรถที่วิ่งสวนมา


* การขับในทัศนวิสัยไม่ดี ทางโค้งแคบที่มีสันเขาบังสายตา ควนเข้าโค้งแบบธรรมดา ต้องบีบแตรส่งสัญญาณุกครั้งก่อนจะเข้าโค้งเพื่อป้องกันรถที่วิ่งสวรมา เนื่องจากคนที่ขับรถเจ้าถิ่นบนภูเขาเป็นประจำจะขับรถตัดโค้ง


* ทางลูกรังหรือทางที่มีหินลอย ทางแบบนี้ถือได้ว่าเป็นทาง 'ปราบเซียน' กลิ้งกันมาหลายคันครับ การที่ล้อรถลอยตัวขณะวิ่งเข้าโค้งเราไม่สามารถบังคับได้อย่างที่ต้องการ และการที่เราไม่คุ้นเคยกับเส้นทางมาก่อนก็ไม่ควรขับรถด้วยความเร็วสูง



สำหรับท่านที่ขับ attrage M/T คับ การขับขึ้นลงเขา ก็มีเทคนิคในการขับอยู่นิดหน่อย ( ถ้าขับผ่านบ่อยๆ เพื่อความปลอดภัย จะต้องทำการ ปรับเปลี่ยนช๊อก ให้หนึบรับการเข้าโค้งซะก่อนนะคับ )

ลักษณะทางโค้ง
- โค้งหักศอก การเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงนั้น สามารถทำได้ ก่อนเข้าโค้งให้ทำการลดเกียร์ไป 1 เกียร์ ควรชิดขวาติดเส้นกึ่งกางถนนไว้ ( เพื่อป้องกันรถที่อาจสวนมาได้ทุกเมื่อ ) แล้วหักตัดเข้าไปหาจุดศูนย์กลางของโค้ง จะทำให้รถไม่สูญเสียความเร็วมากนัก แล้วทำการเร่งออกจากโค้งต่อ

- โค้งที่อ้อมเขาเป็นระยะยาว ก่อนเข้าโค้ง ลดเกียร์ออก 1 เกียร์ แล้วติดติดเส้นถนน ฝั่ง ซ้าย ไว้ แล้วเร่งเครื่องเป็นจังหวะ ( คือการรักษาความเร็ว ) เพื่อป้องกันการหลุดโค้ง จากความเร็วที่เพิ่มขึ้น เมื่อใกล้ถึงช่วงที่จะหลุดจากโค้ง ให้เร่งได้เต็มที่ รถจาพุ่งออกจากโค้ง แล้วตำแหน่งรถจะไปอยู่ตรงเส้นแบ่งถนน พอดี อย่าให้เกินเส้นแบ่งถนน เพราะถ้ารถสวนมาแล้วจะแย่

- โค้งตัว S ซ้าย ก่อนเข้าโค้งก็ให้ลดเกียร์ 1 เกียร์ ไม่ต้องแตะเบรก ไม่ต้องย่ำครัช โดยอาศัยเกียร์ที่ลดลงเป็นตัวลดความเร็วให้กับรถก่อนเข้าโค้ง แล้วติดชิดซ้ายสุดไว้ พอจะหลุดโค้งแรกให้ปล่อยลดไหล ไปอยู่ตรงเส้นแบ่งถนน ( ยังคงหยีบคันเร่งอยู่ ) หลังจากนั้น ก้ทะยานออกจากโค้งไป เช่นกันคับ

- โค้งตัว S ขวา ทำเหมือนกับ โค้ง S ซ้ายคับ ต่างกันตรงที่ ตอนเริ่มเข้าโค้งนะให้ชิดติดเส้นแบ่งถนน พอจะออกจากโค้งแรกให้ ชิดทางด้านซ้ายเข้าหาจุดศูนย์กลางของโค้งที่ 2

ทั้งหมดนี้ ได้มาจากประสบการณ์จากการขับจริง และเน้นความปลอดภัย ในการอยู่ในช่องทางของตนเอง การวิ่งตัดเลนนั้น อันตราย เสียงต่อการประสานงานอย่างยิ่ง คับ ไม่แนะนำคับ เพราะเคยเห็นแยะคับ แล้วเคยลองใช้วิธีนี้ตามรถที่วิ่งตัดเลนเหมือนกันคับ สรุปว่า ของวิธีผมดีกว่าครับ เพราะมีการ ทดเกียร์ เพื่อเพิ่มกำลังและอัตราเร่งของรถได้ดีกว่า และควบคุมรถได้ดีกว่าคับ

เพราะในการตัดเลนนั้น ยังคงใช้ความเร็วปกติ เมื่อมีความเร็วสูง ๆ จะควบคุมรถได้ยากถ้าหากเกิดมีรถสวนมาที่มีความเร็ว จะทำให้เสียหลักและเสียการควบคุมได้ง่าย คับ

ขอแนะนำให้ลองใช้ดูคับ โดยการใช้การ ทดเกียร์ และการเลือก ไลน์ ในการวิ่งคับ แต่ขอให้อยู่ในเลน ของตัวเองนะครับ จาแน่นอนที่สูดคับ

ขอบคุณ vios-club.com ครับ

12
เราลองไปดูกันครับว่า สิ่งที่ควรปฏิบัติ เมื่อเราใช้รถ หรือเมื่อเรามีรถไว้ในครอบครอง ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีมากๆเลยครับ หากเราทำได้

เพราะจะทำให้เรา ได้ไกล้ชิดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับรถ เห็น สโลแกนของ new vios ไหมครับ " เจมส์ สั่งได้ คุณก็สั่งได้ " เขาเข้าใจเอามาใช้ ให้พรีเซ็นเตอร์ ช่วยโปรโมท รถได้อย่างดีครับ ( คุณภาพรถ อีกเรื่องน่ะ )

เพราะจริงๆแล้ว ก็ใช่อย่างที่ เจมส์บอกหละครับ รถเรา เราก็ควรจะคอนโทรล ควบคุมได้
การควบคุม ไม่ได้หมายถึงเพียงแต่ การควบคุมพวงมาลัย หรือ เปิดปิดประตู น่ะครับ

มันหมายรวมไปถึง ควบคุมค่าใช้จ่าย ที่จะต้องจ่ายไป กับการดูแล บำรุงรักษาด้วย ถึงจะเรียกได้เต็มปากว่า คุณก็ควบคุมรถยนต์ได้



เราไปดูกันครับว่า แต่ละอย่างที่ เราน่าจะหัดให้เป็นนิสัย และ หมั่นสังเกตุ จะได้ ควบคุมรถได้ จริงๆ

เอาตั้งแต่เริ่มใช้รถไปจนจอดรถเลยแล้วกันนะครับ

1. สร้างนิสัยการตรวจสภาพลมยางด้วยสายตาก่อนใช้รถทุกครั้ง   น้อยคนนะครับที่จะมีนิสัยนี้จนเคยชิน
     ผมเองมาฝึกเอาเมื่อสองปีมานี่เองครับ  ฝึกไปฝึกมากลายเป็นรถตัวเองก็ดู  เวลาเจอรถคนอื่นก็ดูด้วย
     แล้วก็เจอหลาย ๆ ครั้งครับ ที่รถชาวบ้านเค้าลมยางผิดปกติ   บางคนยางแบน แต่ก็ขับโดยที่ไม่รู้เรื่องเลยก็มีครับ
ตรวจดูด้วยสายตาซะก่อนดีกว่าครับ  ดีกว่าขับไปทั้ง ๆ ที่ลมยางผิดปกติ  อันตรายครับ

2.   ฝึกนิสัยการสตาร์ทแบบสองจังหวะ  คือให้บิดกุญแจไปจังหวะแรกก่อน  แล้วสังเกตไฟเตือนบนหน้าปัดรถของเรา
เมื่อไฟเตือนดันหมดและเข็มน้ำมันวิ่งขึ้นไปสุดแล้ว จึงค่อยบิดจังหวะสองเพื่อสตาร์ทเครื่องยนต์
การทำแบบนี้ จะช่วยให้เราได้ตรวจสอบสิ่งผิดปกติก่อนสตาร์ทเพื่อความปลอดภัย  และยังช่วยให้ระบบของ ecu  พร้อมที่จะทำงานเต็มที่เสียก่อน  ดีกว่าให้เครื่องยนต์สตาร์ทโดยที่ ecu ยังไม่พร้อม ซึ่งอาจจะทำให้ระบบมันเสื่อมหรือรวนในภายหลังได้  ให้เรานึกถึงเวลาที่เราใช้คอมพิวเตอร์นั่นล่ะครับ มันต้องรอให้บูธเสียก่อน จึงพร้อมที่จะทำงาน ecu ก็คือ คอมพิวเตอร์ชนิดนึงเช่นกัน   และวิธีการเช่นนี้ ก็ไม่ได้ทำให้เราเสียเวลาเลยครับ มันแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้นเอง

3.   อุ่นเครื่องยนต์สักนิด ก่อนขับเคลื่อนรถออกไป  หรือหากเร่งรีบ ก็อาจจะให้รถเคลื่อนไปช้า ๆ ก่อน โดยไม่ต้องเหยียบคันเร่งก็ได้ครับ  เดี๋ยวนี้เครื่องยนต์สมัยใหม่ ไม่ต้องใช้เวลาอุ่นเครื่องนานเหมือนก่อนแล้วครับ  แค่นาทีสองนาที ไม่เกินจากนี้ เครื่องยนต์ก็พร้อมเต็มที่แล้ว  จะช่วยประหยัดเชื้อเพลิง ไม่ได้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงนะครับ  หลาย ๆ ท่านคิดว่าสิ้นเปลืองน้ำมัน  แต่จริง ๆ ไม่ใช่ครับ
การขับออกไปเลยโดยการกดคันเร่ง  เครื่องยนต์จะสึกหรอเร็วขึ้น และสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงด้วยครับ 

4.   ฝึกการใช้วิธีขับเคลื่อนโดยไม่ต้องกดคันเร่ง ในจังหวะที่เหมาะสม  ซึ่งจะช่วยประหยัดน้ำมันได้มาก ๆเลยครับ  และยังถนอมเครื่องยนต์ไปในขณะเดียวกันด้วย 
และหากจะใช้วิธีนี้ให้ได้ผลเต็มที่  ก็ควรใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้  ชนิด  PAO เลยครับ เลือกที่เบอร์ 30 นะครับ
รถจะลื่นไหลมากจะได้กำลังอัดที่เหมาะสมด้วย
( ให้ดูในคู่มือด้วยนะครับ ว่าเค้ากำหนดค่าคามหนืดของน้ำมันเครื่องมาที่เท่าไหร่ และรถที่ออกมาจากศูนย์ใช้น้ำมันเครื่องเกรดอะไร ค่าความหนืดเท่าไรครับ )

5.   ฝึกการแตะเบรกหรือเลียเบรกก่อน สักสองสามครั้ง เพื่อให้รถคันหลังได้เห็นสัญญาณไฟเบรกของเรา
ซึ่งช่วยให้ปลอดภัยมากขึ้น และถนอมเบรกเราด้วย เพราะรถจะค่อย ๆ ชะลอความเร็วลงมาก่อนที่จะกดเบรกเต็มที่  ผ้าเบรกก็จะสึกน้อย น้ำมันเบรกก็ไม่ต้องทำงานหนัก  ใช้ร่วมกับข้อ 4 ได้  เช่นขณะขับรถไปแล้วเห็นสัญญาณหรือป้ายเตือนว่าข้างหน้ามีไฟแดง   เราก็ถอนคันเร่ง ปล่อยให้รถไหลไปเอง
ถ้าเกิดเป็นจังหวะไฟแดงต้องจอดรถ ก็แตะเบรกเบา ๆ ไปก่อน  เป็นต้นครับ  ข้อ 4 และ 5 นี้ ผมเพิ่งฝึกฝนมาเมื่อสองปีที่แล้วเช่นกันครับ  ใหม่ ๆ ลืมประจำ เดี๋ยวนี้ชินแล้วครับ แล้วรู้สึกว่า การขับรถ สนุกได้อารมณ์มากขึ้นด้วย  ที่สำคัญ  ประหยัดน้ำมันมากขึ้นเยอะเลยครับ

6.   ปิด คอมเพรสเซอร์แอร์  AC.  ก่อนถึงที่หมาย  หรือแม้แต่เวลาขับทางไกล แล้วเราจะแวะปั้มก็เช่นกัน
จะได้ประโยชน์สองอย่างพร้อมกันคือ   ประหยัดน้ำมันมากขึ้นและรังผึ้งแอร์ไม่สะสมความชื้น

7. หากขับรถใช้ความเร็วสูงมาสักระยะ  เช่นกรณีขับรถทางไกล  ก่อนจะจอดรถ ไม่ว่าจะถึงที่หมายปลายทาง หรือจะจอดแวะปั้ม   ให้เริ่มใช้ขอ 4   5   6  เป็นลำดับ ให้เป็นนิสัย  และเมื่อจะจอดรถแล้ว  อย่าดับเครื่องในทันทีครับ   ปล่อยให้เครื่องยนต์เดินไปเฉย ๆ ซัก นาทีสองนาที แล้วค่อยดับเครื่อง  ทั้งนี้เพื่อให้เครื่องยนต์ได้ลดความร้อนลงมาซักระดับหนึ่งก่อน  เป็นการลดอุณหภูมิ แบบค่อยเป็นค่อยไป
 การที่เครื่องยนต์มีความร้อนสูงมาก ๆ แล้วเราดับเครื่องยนต์ในทันที  ปั้มน้ำ และพัดลมเครื่องยนต์ จะหยุดการทำงานทันทีเช่นกัน ส่งผลให้ระดับความร้อนของเครื่องยนต์ มีความร้อนค้าง  จากนั้นมันก็จะลดลงมาแบบรวดเร็วเกินไป  ซึ่งเครื่องยนต์จะสึกหรอได้ง่ายขึ้น     ถ้าเราดับเครื่องในทันทีบางทีเราคงเคยได้ยินเสียงเครื่องยนต์มีเสียงดัง แก้ง ๆ ๆ  แต็ก ๆ ๆ นะครับ   :ซึ่งคงจะเป็นเสียงโลหะบางชิ้นส่วน ที่มันขยายและหดตัวอย่างเร็ว
ผมสันนิษฐานว่างั้นนะครับ  แต่หากใช้วิธีเดินเครื่องไว้ก่อนสักนิด  มักจะไม่ค่อยได้ยินเสียงนี้ครับ
   แต่หากเป็นเสียงที่ดังคล้ายน้ำไหล ซ่า ๆ  อันนั้นเป็นเสียงน้ำยาแอร์ครับ  ซึ่งหากเราใช้วิธีในข้อ 6  บางทีเสียงซ่า ๆ นี้ก็จะพบได้น้อยลงเช่นกันไปทดลองกันดูเองนะครับ

8.  หากเดินทางไกล  เมื่อจอดรถแวะที่ไหนก็ตาม  ก่อนออกรถเดินทางต่อ  ให้ตรวจลมยางด้วยสายตาทุกครั้ง
เปิดดูห้องเครื่อง เช็คน้ำมันเบรก  หรือดูสิ่งผิดปกติต่าง ๆ ด้วยครับ  ก้มดูใต้ท้องด้วย ว่ามีของเหลวเช่นน้ำมัน ,น้ำ ,
น้ำมันเครื่อง ,น้ำมันเบรก  , น้ำมันเกียร์ ไหลนองพื้นหรือเปล่านะครับ

9. ฝึกนิสัยให้ใจเย็น  เวลาโมโห อารมณ์เสีย อย่าขับรถครับ อันตรายมากครับ
เจอใครขับรถกวน ๆ ปล่อยเค้าไปสู้ที่ชอบ ๆ ก็แล้วกัน  เราถอยห่างออกมา  แล้วสวดแผ่เมตตาไปให้จะดีกว่าครับ  หรือหากคิดในมุมบวก  บางทีคน ๆ นั้น ที่อาจจะขับรถเร็ว เร่งรีบ  เค้าอาจจะมีเหตุผลความจำเป็นบางอย่างก็ได้   หากเราตามอารมณ์ไปกับเค้า  ไปโต้ตอบ ไปเอาชนะ  ไม่มีประโยชน์อันใดเลยครับ
เสี่ยงเปล่า ๆ คิดถึงคนที่เรารัก คนที่รอเราที่บ้าน  ดีกว่าครับ


10.การแซง  การเข้าโค้ง   มองให้ลึก มองให้ไกล   ถ้าไม่แน่ใจ  ถอยครับ  อย่าใจร้อน
       เข้าโค้งให้ช้า  หมายถึงชะลอรถก่อนเข้าโค้ง เพื่อจับจังหวะเสียก่อน  โค้งบางโค้งเค้าทำเอียงรับโค้งมาไม่ดีนะครับ   แต่พอจับจังหวะได้แล้ว ออกจากโค้งให้เร็ว  หมายถึงกดคันเร่งลงไปเบา ๆเนียน ๆ  ไล่อัตราเร่งขึ้นไป  รถจะเกาะถนนได้ดีขึ้น และออกจากโค้งได้เร็วขึ้นครับ
         การแซง  อย่าใช้วิธีขับไปจ่อท้ายคันหน้าครับ  เพราะเราจะมองไม่เห็นข้างหน้าได้ไกลเท่าที่ควร
และการเพิ่มอัตราเร่งก็จะทำได้ช้าด้วยครับ  ให้ทิ้งระยะคันหน้า ประมาณ สองช่วงรถเป็นอย่างน้อย
เมื่อได้จังหวะปลอดภัย  ค่อยกดคันเร่งลงไป เบา ๆ ก็พอครับ  แต่ถ้าอัตราเร่งไม่พอ  ก็กดปุ่ม over drive
ซึ่งจะเป็นวิธีที่ดีกว่าการคิกดาวน์  นะครับ  เพราะจะได้อัตราเร่งแรงสม่ำเสมอกว่าการคิกดาวน์
การคิกดาวน์ระบบเกียร์อัตโนมัติ มันก็จะทำงานอัตโนมัติของมัน ซึ่งหากระยะการแซงมันยาว
เกียร์ก็อาจปรับอัตโนมัติเป็นเกียร์สูงขึ้น  แต่อัตราเร่งจะลดลง  ในขณะที่เรายังแซงไม่พ้นได้ครับ

11หากเราขับรถไปจอดค้างคืนที่ไหน   ในที่ ๆ เราไม่ค่อยคุ้นเคย   หรือแม้กระทั่งที่บ้านเราเองก็เหอะ
ก่อนที่จะสตาร์ทรถ  ให้เปิดดูห้องเครื่องก่อนนะครับ  ให้ทำพร้อม ๆ กับข้อ 1 เลย  เปิดดูห้องเครื่องพร้อมกับตรวจลมยางด้วยสายตา   บางทีอาจจะเจอน้องเหมียวนอนอยู่ในห้องเครื่อง  หรืออาจจะเจองู    หนู    เป็นต้น

12.   ก่อนใช้รถทุกครั้ง  เช็ดกระจกและยางปัดน้ำฝนให้สะอาดครับ  ถึงรถอาจจะยังไม่ได้ล้างก็ไม่เป็นไร
แต่กระจกควรจะใสสะอาดทุกบาน  เพราะมันมีผลต่อทัศนวิสัยในการขับขี่รวมทั้งอารมณ์ของผู้ขับด้วยครับ


เรื่องอื่น ๆ ก็มี
* เรื่องการใช้เบรคมือ  เราควรใช้เมื่อต้องใช้ นะครับ  บางท่านก็มีนิสัยไม่เคยใช้เบรคมือเลย
ซึ่งมีทั้งผลเสีย ทั้งมีอันตราย หากเราเผลอเรอได้ครับ

* การถอนคันเร่งหรือชลอความเร็วทันที หากสภาพถนนเปลี่ยนแปลงไป เช่น ขรุขระ ,  เปียกแฉะ ไม่ว่าแฉะน้อยแฉะมาก ฝนตกหรือไม่ตกก็ตาม ,  การจราจรเริ่มหนาแน่น เมื่อเห็นสภาพไกล ๆ ข้างหน้า  เราควรชลอและปรับความเร็วที่เหมาะสมเสียใหม่ครับ ไม่ควรคงความเร็วเดิมไว้ 

* ฝึกชำเลืองดูหน้าปัดเป็นระยะ ๆ ในขณะขับรถ


* ฝึกใช้สายตา ในหลาย ๆ ระยะ ทั้งไกล ใกล้ และด้านข้างทั้งสองข้าง  กรณีกลางคืน หากมีไฟรถคันอื่นรบกวน พยายามอย่าให้ตาเราเผลอไปมองไฟนะครับ ฝืนสายตาไปทางอื่น  การมองไฟตรง ๆ จะทำให้ตามีจุดบอดชั่วขณะ

* อย่าฝืนขับรถถ้ารู้สึกล้า ให้หาที่ปลอดภัย พักก่อนครับ  นิสัยบางคนชอบฝืนนะ  ( ผมเองก็ด้วย )

เครดิตคุณ namhorm.

13
บทความนี้สำหรับ ท่านที่อาจจะเพิ่งได้มีโอกาสขับรถแบบมือใหม่ป้ายแดง น่ะครับ ซึ่งหลายๆท่านก็อาจจะมือเก่ามาพอสมควรแล้ว ก็ขออนุญาตินำมาฝากสำหรับ ท่านที่มือใหม่จริงๆ

กว่าจะเริ่มขับรถเป็นก็ต้องมีเรื่องให้เครียด ปวดหัว ใหนจะคุมพวงมาลัย ใหนจะการเข้าเกียร์ ใหนจะการถอยเข้าจอด ใหนจะการขับรถขึ้นเนิน หรือใหนจะกลัวการขึ้นห้างอีก แล้วที่หลายๆคนกลัวนักหนา ก็การขับรถไปติดแหงก อยู่บริเวณทางลาดชัน แต่ก็ขอแสดงความยินดีกับทุกๆท่าน ที่ได้ผ่าน ความกลัวเหล่านั้นมาได้ครับ  :like:

เอาหละทีนี้ มีรถแอททราจ เป็นของตัวเองหละ ต้องใช้ชีวิต ร่วมทุกข์ร่วมสุข กับรถคันเก่งของเราไปอีกระยะหนึ่งกันแล้วหละ ก็ลองทำใจร่มๆ มาศึกษาเพื่อเพิ่ม ทักษะ ในการขับรถของเรา ให้มีความปลอดภัย และถูกต้องที่สุด เท่าที่เราจะทำได้หละครับ

การปรับเบาะและท่านั่งขับรถที่ถูกต้อง มีผลมากต่อ ความปลอดภัยในการขับรถ รวมถึงความปลอดภัย
เมื่อเกิดการชนด้วย การปรับเบาะที่ถูกต้องทำได้ไม่ยาก แค่ใช้ฝ่าเท้า เน้นว่าฝ่าเท้า ไม่ใช่ปลายเท้า เหยียบแป้นคลัตช์ให้สุด
หรือถ้าเป็นเกียร์ออโต้ ก็ใช้ฝ่าเท้า เหยียบแป้นเบรก แล้วเลื่อนตัวเบาะนั่งให้เข่างอเล็กน้อย นั่นเป็นตำแหน่งของ เบาะนั่งที่เหมาะสม

ส่วนการปรับพนักพิงที่ถูกต้อง
จะต้องไม่เอนหรือตั้งเกินไป ถ้าปรับพอดี จะเช็คได้โดย ใช้มือซ้ายจับพวงมาลัยในตำแหน่ง 9 นาฬิกา มือขวา 3 นาฬิกา
แล้วข้อศอกต้องงอเล็กน้อย แต่แผ่นหลังต้องแนบกับพนักพิงตลอดเวลา ปรับเสร็จแล้ว ลองเลื่อนมือไปวางไว้ บนสุดของวงพวงมาลัย
แถวๆ ข้อมือต้องแตะกับพวงมาลัยจึงจะถูกต้อง ถ้าวงพวงมาลัยอยู่เลย ไปถึงกลางฝ่ามือหรือโคนนิ้ว แสดงว่าปรับพนักพิงเอนเกินไป
ถ้าวงพวงมาลัยอยู่ชิดเลยข้อมือ เข้ามาแสดงว่านั่งชิดเกินไป

หมอนรองศีรษะก็สำคัญ ควรปรับให้พอดี โดยให้เอนศีรษะ แล้วพิงช่วงกลางหมอนพอดี แต่ศีรษะไม่ต้องพยายาม พิงหมอนเวลาขับ
เพราะหมอนรองศีรษะมีไว้รองรับ เมื่อเกิดการชนแล้ว ศีรษะจะได้สะบัดไปด้านหลังน้อย ไม่ใช่ไว้พิงตอนขับ

เข็มขัดนิรภัยถ้าปรับสูง-ต่ำได้ ก็ควรปรับต่อจากการปรับเบาะ จะได้พอดีกัน ที่ถูกต้องสายเข็มขัดนิรภัย ต้องพาดจากไหปลาร้า
เฉียงลงมาที่สะโพก ส่วนด้านล่างก็พาดอยู่แถว กระดูกเชิงกราน อย่าให้สายพาดคอ หรือห้อยเลยหัวไหล่ลงไป

พวงมาลัยของรถรุ่นใหม่ๆ มักปรับสูงต่ำได้ ก็ควรปรับให้พอดี คือ ไม่สูงเกินไป เพราะจะเมื่อยเมื่อขับนานๆ และไม่ต่ำเกินไป จนติดต้นขา
กระจกมองข้าง และกระจกมองหลัง เปรียบเสมือนตาหลังของคนขับ กระจกมองข้าง ควรปรับไม่ก้ม หรือเงยเกินไป และปรับให้เห็นด้านข้างของตัวรถเรานิดๆ
อย่าให้เห็นแต่ทางด้านหลังล้วนๆ ส่วนกระจกมองหลัง ก็ปรับให้เห็นด้านหลัง เป็นมุมกว้างที่สุด ไม่ใช่ปรับไว้ส่องหน้าตัวเอง แบบที่หลายคนทำกัน

ทั้งหมดที่แนะนำ ต้องปรับตอนรถจอดนิ่งในที่ปลอดภัย อย่าปรับตอนขับรถ หรือจอดบนถนน อันตราย ถุงลมนิรภัย หรือแอร์แบ็ก
ซึ่งรถรุ่นใหม่ๆ มักมีมาให้อย่างน้อย 1 ใบในฝั่งผู้ขับ

         ถุงลมนิรภัยจะพองตัวขึ้นเองเมื่อเกิดอุบัติเหตุ มีไว้รองรับร่างกายส่วนบนเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ไม่ให้ปะทะกับพวงมาลัย หรือแผงหน้าปัดโดยตรง
ช่วยลดความบาดเจ็บได้ แต่ก็ต้องมีการใช้งานที่ถูกต้องด้วย

สิ่งสำคัญในการขับรถที่มีถุงลมนิรภัย คือ ต้องปรับเบาะและพนักพิงให้เหมาะสม อย่าให้ชิดเข้ามามากเกินไป คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง
และจับพวงมาลัยให้ถูกตำแหน่ง ถ้าปรับเบาะชิดไป และไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ร่างกายส่วนบน อาจปะทะกับถุงลมนิรภัย ผิดจังหวะ คือ
ปะทะตอนถุงลมนิรภัยยังพองตัวไม่สุด ร่างกายพุ่งไปด้านหน้าแล้วเจอกับถุงลมนิรภัย ที่พุ่งสวนออกมา กลายเป็น 2 แรงบวกเจ็บหนักแน่
การจับพวงมาลัยก็เกี่ยวข้องกับถุงลมนิรภัย เพราะถ้าจับไม่ถูกตำแหน่ง แขนอาจไปขวางทาง การพองตัวของถุงลมนิรภัย ทำให้ถุงลมนิรภัย
ไม่ได้ทำงานตามที่ออกแบบมา

         ส่วนรถที่มีถุงลมนิรภัย ฝั่งข้างคนขับ ก็ต้องเพิ่มความระมัดระวัง ไม่วางของขวางทางถุงลมนิรภัย และอ่านคำเตือน เรื่องถุงลมนิรภัย
ในคู่มือประจำรถอย่างละเอียดก่อนใช้งานด้วย ถุงลมนิรภัยจะช่วยลดความบาดเจ็บได้ ก็ต่อเมื่อ มีการใช้งานอย่างถูกวิธี จำง่ายๆ ว่า
อย่านั่งชิดเกินไป และต้องคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดการขับรถ ไม่งั้นอาจกลายเป็น ถุงลมมหาภัยได้

ตำแหน่งการจับพวงมาลัยที่ถูกต้อง


         จริงๆ แล้วอยากจะบอกว่า คนไทยมีการจับพวงมาลัยผิดตำแหน่งกัน มากกว่าครึ่ง แต่ก็ไม่ได้สำรวจอย่างจริงจัง แค่ลองนั่งริมถนนคอยดู คนขับรถ
ผ่านไปเท่านั้น 3 สาเหตุ ที่ทำให้หลายคน ปฏิบัติกันผิดๆ ก็คือ

    เน้นความสบายของตนเองเป็นหลัก
    จับพวงมาลัยตามใจชอบ ก็ไม่เห็น จะเกิดอุบัติเหตุเลย
    ไม่มีใครบอกใครสอน ทั้งตอนหัดขับรถ หรือคนอื่นนั่งไปด้วย

         ตำแหน่งที่ถูกต้องของการจับพวงมาลัย เมื่อเปรียบเทียบกับหน้าปัดนาฬิกา เพราะเป็นวงกลมเหมือนกัน น่าจะเข้าใจกัน
ได้ง่าย มือซ้ายอยู่ในตำแหน่ง 9 นาฬิกา มือขวาอยู่ในตำแหน่ง 3 นาฬิกา ส่วนตำแหน่ง 10 และ 2 นาฬิกา อนุโลมได้ แต่ไม่แนะนำ
เพราะความแม่นยำในการบังคับควบคุม จะด้อยกว่าตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกา ซึ่งอยู่ครึ่ง หรือช่วงกลางของวงพวงมาลัยพอดี



         การกำพวงมาลัย สำหรับการขับรถบนเส้นทางเรียบ ไม่ใช่วิบาก ควรใช้นิ้วโป้งเกี่ยวช่วยด้วยเสมอ กำแน่นพอประมาณ แต่ไม่หลวมเกินไป
ควรจับพวงมาลัย 2 มือ ที่ตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกาอยู่เสมอ (แต่ไม่ถึงกับเกาหรือปรับวิทยุไมได้) อย่าชะล่าใจเมื่อเห็นเส้นทางโล่งๆ หรือเดินทางไกล
เพราะถนนเมืองไทยมีหลุม โดยไม่ได้คาดหมาย หรือมีอะไรให้หักหลบ ฉุกเฉินได้เสมอ และหลังเปลี่ยนเกียร์แล้ว อย่าวางมือคาไว้บนหัวเกียร์
ให้ยกมือขึ้นมาจับพวงมาลัยครบ 2 มือตามปกติ

         อ่านแล้วนอกจากจะนำไปปฏิบัติ (เหมือนว่าบางคนจะแก้ไขยาก เพราะเคยชิน แต่ถ้าตั้งใจก็ไม่ยาก) ก็ควรเผยแพร่ ออกไปเท่าที่ทำได้
เพราะไม่ใช่เรื่องยากเลยกับการจับพวงมาลัยครบ 2 มือตามตำแหน่งที่บอก เกือบตลอดการขับ ถ้าขับทางไกลแล้วรู้สึกเมื่อย
ก็แค่บีบข้อศอกเข้ามาแตะลำตัวเท่านั้นเอง ไม่ควรคิดว่าจับพวงมาลัยตำแหน่งแบบไหนๆ ก็ไม่เคยขับรถชน เพราะถ้าพลาดเพียงครั้งเดียว
อาจไม่มีโอกาสนึกถึงการแนะนำนี้เลยก็เป็นได้


ขอขอบคุณ ที่มา benzunity.com

14
หัวหิน เป็นอำเภอที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดีทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ เดิมมีชื่อว่า "บ้านสมอเรียง" หรือ "บ้านแหลมหิน" ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) ได้ทรงสร้างวังไกลกังวลเพื่อประทับพักผ่อนในฤดูร้อน และปัจจุบันวังไกลกังวลนั้นเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบัน

ทุกวันนี้หัวหินมีชื่อเสียงจากการเป็นสถานที่ตากอากาศที่สามารถเที่ยวได้ใน 1 วันและอยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครเพียง 196 กิโลเมตร หากใช้เส้นทางถนนพระรามที่ 2 ใช้เวลาประมาณ 2.5-3 ชั่วโมงหากโดยสารทางรถ หรือ 45 นาทีหากเดินทางโดยเครื่องบิน

หัวหิน
ในบรรดาเมืองชายทะเลทั้งหลายนั้น 'หัวหิน' ยังคงครองความเป็นหนึ่งในใจหลายคนเสมอ แม้วันคืนจะผ่านไปแต่เมองตากอากาศสุดฮิตแห่งนี้ก็ยังได้รับความนิยมอย่างสูง เรื่อยเลาะลงไปจนถึงชายหาด 'ปราณบุรี' ที่เงียบสงบ ก็ถืิอเป็นจุดหมายพักผ่อนของครอบครัวแห่งใหม่ที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ จนเกินไป



หาทางขับ Mitsubishi Attrage ( รถอื่นก็ได้ 55) ไปเที่ยวหัวหินกันเถอะ
ขอเริ่มต้นจากกรุงเทพฯ ก็แล้วกันครับ เพราะใครๆ ก็ต้องเคยไปกรุงเทพ ฯ อิอิ  ท่านสามารถเดินทางไปหัวหิน ได้ 2 เส้นทาง คือ

1.ใช้ทางหลวงหมายเลข 35 (ธนบุรี-ปากท่อ) ผ่านจังหวัดสมุทรสาคร สมุทรสงคราม แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 4 (เพชรเกษม) ผ่านจังหวัดเพชรบุรี เข้าสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมระยะทางประมาณ 280 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่ง

2.ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 (เพชรเกษม) ผ่านพุทธมณฑล นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี เข้าสู่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมระยะทางประมาณ 320 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมง

แต่หากเรามาจากต่างจังหวัด เช่นภาคเหนือ ภาคอิสาน ก็ใช้เส้นทางวงแหวนตะวันตก ไปออกเส้นพระราม 2 ได้เลย ไม่ต้องผ่าน กทม. หรือจากภาคตะวันออก ก็ใช้เส้นทางวงแหวนตะวันออก ไปพระราม 2 ได้อีกเช่นกันครับ ( ในภาพแผนที่ ก็คือเส้นทางหลวงหมายเลข 9 )


อุตสาหขับรถมาถึงหัวหินทั้งที ก็ต้องหาแหล่งท่องเที่ยวให้คุ้มกับที่ได้เดินทางกันมา สักหน่อยน่ะ

เพลินวาน
: ที่เที่ยวแห่งใหม่ที่หัวหิน "เพลินวาน" คือสถานที่ที่ย้อนอดีตให้เห็นภาพ วิถีชีวิตของคนในยุคก่อน หมู่บ้านย้อนยุคมีชีวิต ชิมรสอาหาร-ขนมอร่อย เลือกซื้อเสื้อผ้า ดูหนังกลางแปลง สัมผัสบรรยากาศแห่งอดีตปี พ.ศ.2499 อดีตอันงดงามจะย้อนกลับมาให้คุณได้หวนระลึกถึง เป็นอีกหนึ่งทางเลือก สำหรับการพักผ่อนในหัวหิน ร่วมกับครอบครัวหรือคนรัก (เปิดให้บริการทุกวัน จันทร์-พฤหัส : 10.00-22.00 น. , ศุกร์ : 10.00-24.00 น. , เสาร์ : 09.00-24.00 น. , อาทิตย์ : 09.00-22.00 น. ไม่เสียค่าเข้าชม)



ชายหาดหัวหิน
: หัวหินเป็นที่พักตากอากาศชายทะเลที่เก่าแก่มานานนับร้อยปี ด้วยเพราะอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก เดินทางสะดวก และใครที่ต้องการเที่ยวทะเล เมื่อนึกถึงชาดหาดที่แสนสวย ต้องนึกถึงที่นี่เลย หาดหัวหิน ด้วยเสน่ห์ที่ของชายหาดที่มีหาดทรายขาว สะอาด และกว้างยาวสุดสายตา ไม่มีถนนเลียบชายหาด ไม่พลุกพล่านไปด้วยคนหรือเครื่องเล่นต่าง ๆ มากนัก ทำให้หาดหัวหินจึงเงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อนเป็นที่สุด



วัดห้วยมงคล
: ชวนกันมานมัสการรูปเหมือนหลวงพ่อทวด องค์ใหญ่ที่สุดในโลกได้ที่วัดห้วยมงคล ที่ไม่ว่าใครจะผ่านไปผ่านมาเป็นต้องแวะไหว้เพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต เดิมแล้วชื่อ "วัดห้วยคต" ได้รับพระราชทานนามใหม่จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็น "วัดห้วยมงคล" ยังมีรูปสลักหลวงพ่อทวดแกะจากไม้ตะเคียนทองขนาดใหญ่ ให้ประชาชนได้สักการะบูชา บริเวณรอบๆองค์พระสามารถมองเห็นทิวเขาล้อมรอบและเห็นเทือกเขาตะนาวศรีกั้น พรมแดนไทย-สหภาพเมียนม่าร์ (เปิดให้เข้าไปสักการะได้ทุกวัน เวลา 05.00 - 21.00 น.)



สถานีรถไฟหัวหิน
: สถานีรถไฟในประเทศไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา จะคงสถาปัตยกรรมเก่าแก่ไว้ และหนึ่งในนั่นคือ สถานีรถไฟหัวหิน เพราะสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของสถานีรถไฟแห่งนี้คือ พลับพลาพระมงกุฎเกล้าฯ เป็นพลับพลาจตุรมุข สร้างขึ้นในสมัย ร.6 และยังมีหัวจักรรถไฟไอน้ำรุ่นสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ให้ได้ชม (เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง)



อช. เขาสามร้อยยอด
: เป็นอช. ที่มีพื้นที่กว้างใหญ่มาก และมีแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจให้คุณเลือกหลายแบบไม่ว่าจะเป็นการดูนกที่หาดสามพระยา การล่องเรือ ล่องแพที่คลองเขาแดง เที่ยวถ้ำพระยานคร ถ้ำแก้ว ถ้ำไทร การล่องเรือชมบัวแดงที่ทุ่งสามร้อยยอด ฯลฯ แนะนำว่าคุณควรจจะมาถึงที่นี่แต่เช้าเพราะจะได้มีเวลาทำกิจกรรมได้หลายอย่าง หรือถ้าใครสนใจอยากจะมากางเต๊นท์นอนและตั้งวงแคมป์ปิ้งกัน ทางอช. ก็มีพื้นที่ให้บริการหลายโซน ไม่ว่าจะเป็นบริเวณชายหาดหรือริมเชิงเขาก็เข้าทีทั้งนั้น เป็นการแอบอิงใกล้ชิดธรรมชาติดีด้วย (เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.30 - 17.00 น. โดยไม่เสียค่าเข้าชม)



น้ำตกป่าละอู
: เป็นน้ำตก 15 ชั้น ที่ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่สวยงามไม่แพ้ใคร เงียบ สงบ มีน้ำไหลชุ่มฉ่ำตลอดทั้งปี แล้วไม่ต้องกังวลเรื่องความปลอดภัย เพราะมีจุดที่สามารถลงเล่นน้ำได้อย่างไร้กังวล ช่วงที่เหมาะจะเที่ยวก็อยู่ในช่วงเดือน สิงหาคม - มีนาคม เพราะเป็นช่วงที่มีน้ำมาก การเดินทางราบรื่นดี ถ้าอยากจะชมความงามของน้ำตกได้ชัดเจนต้องไปชมจากบริเวณชั้นที่ 5 ขึ้นไป แต่ส่วนใหญ่จะดูที่บริเวณชั้นที่ 7 เท่านั้น เพราะความสูงชันอาจเกิดอันตรายได้ ต้องใช้ความระมัดระวัง



จุดชมทิวทัศน์เขาหินเหล็กไฟ
: ที่นี่เป็นจุดชมวิวและชมพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามมากแห่งหนี่ง ซึ่งสามารถชมวิวได้ 4 ทิศ จุดชมวิวนี้สามารถมองเห็นตัวเมือง และอ่าวหัวหิน โดยรอบบนยอดเขาเป็นพื้นที่ราบและผาหินที่สวยงาม มีการปรับปรุงตกแต่งภูมิทัศน์ไว้อย่างน่าชม บนยอดเขาเป็นที่ประดิษฐานพระบรมรูปของรัชกาลที่ 7 ในช่วงเย็นชาวหัวหินนิยมขึ้นไปพักผ่อนและออกกำลังกายบนยอดเขานี้ ช่วงเวลาที่เหมาะในการชมวิว คือ ช่วงเช้าตรู่และช่วงเย็นเลยไปถึงแสงไฟระยิบ ระยับของเมืองหัวหินในยามค่ำ



ชายหาดปราณบุรี
: เป็นชายหาดเงียบสงบ มีบูติกรีสอร์ตเก๋ๆ สไตเมดิเตอร์เรเนียน รวมไปถึงบ้านพักตากอากาศริมทะเลน่ารักๆ เรียงรายตามทิวมะพร้าว



ปากน้ำปราณบุรี
: เป็นชุมชนชาวประมง สามารถไปเดินเที่ยวชมชาวบ้านทำหมึกแห้ง ยามเย็นจะเห็นเรือหาปลากลับขึ้นฝั่งมา พร้อมกับอาหารทะเลสดๆ ที่หาซื้อได้ในราคาถูก



ที่มาของสถานที่ท่องเที่ยว sanook.com ครับ

15
สองศรีพี่น้องมาลองถ่ายรูปคู่กันครับ ว่างๆเอามาฝาก รอเพื่อนสมาชิกมาคุยด้วย  :Onion-s-148:

เอาไว้เทียบเคียงกัน ว่าใครหล่อแบบใหนอย่างไร





หน้า: [1] 2 3 4

club attrage