0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

  • Topic Author
  • *

      SURASI.39

    • *
    • 51
    • สูงต่ำอยู่ที่ทำตัว...ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ
      • ดูรายละเอียด
    • Attrage Zone : โซนภาคตะวันตก
    • ฉายา ชื่อเล่น : จ่ายุทธ ณ เมืองกาญจน์
    • รุ่นรถ : Attrage GLX CVT
    • สมาชิก ATC no : 0188
    • สีรถ : สีขาวมุก - White Pearl
  • Publish
  • หัวเทียน "เย็น-ร้อน" เลือกอย่างไรดี



       หัวเทียนร้อน ก็คือ ตัวมันเองจะระบายความร้อนออกได้ช้า เมื่อเราใช้งานจริงในห้องเผาไหม้มันมีความร้อนจากการจุดระเบิด เมื่อหัวเทียนรับความร้อนนั้นมา จะส่งผลให้เกิดความร้อนสะสมที่หัวเทียนอยู่อย่างนั้น

       หัวเทียนเย็น ก็คือ... ตัวมันสามารถถ่ายเทความร้อนออกไปได้เร็วกว่าหัวเทียนร้อน แต่ใช่ว่าจะหายร้อนเลยนะ อย่างนั้นไม่ใช่ จริง ๆ แล้ว หัวเทียนจะมีความร้อนสะสมอยู่ระดับหนึ่ง เพื่อให้แห้งตลอดเวลาเป็นทั้งหัวเทียนร้อนและหัวเทียนเย็น เพียงแต่ว่าหัวเทียนเย็น จะถ่ายเทความร้อนได้เร็วกว่าเท่านั้นเอง

       การเลือกใช้งาน ผมลองยกตัวอย่างรถที่วิ่งใช้งานในเมืองทุกวัน วิ่งช้าตลอกเวลา คลานกระดึ๊บ ๆ ไปเรื่อย รถพวกนี้อุณหภูมิในห้องเผาไหม้จะต่ำมาก ซึ่งในสถานการณ์นี้ควรเลือกใช้ "หัวเทียนร้อน" เพราะว่าเราต้องการระบายความร้อนช้า ๆ เพื่อเก็บความร้อนสะสมไว้ ไม่ให้ "หัวเทียนบอด...!" ไงจ๊ะ

       กลับกัน ถ้าเป็นรถที่ใช้ ความเร็วสูงมาก ๆ ถ้าเราใช้หัวเทียนร้อน มันจะทำให้ระบายความร้อนไม่ทัน อาจสร้างความเสียหายได้ต่าง ๆ นานา เช่น หัวเทียนละลาย กระเบื้องแตก และเกิดอาการชิงจุดระเบิด ก็เป็นได้ "คือหัวเทียนมันร้อนเกินไป มันก็เหมือนโลหะเผาไฟร้อนแดง เมื่อมีไอดีเข้ามา มันเป็นเชื้อเพลิงพร้อมที่จะจุดระเบิด พอมากระทบตัวหัวเทียนปุ๊บ ซึ่งมันยังไม่ทันถึงจังหวะจุดระเบิด มันก็ชิงจุดระเบิดทันที จากความร้อนสะสมของหัวเทียน"


       ซึ่งรถที่ใช้ความเร็วตลอดควรเลือกใช้ "หัวเทียนเย็น" เพื่อการระบายความร้อนจะดีกว่า เราต้องใช้งานให้ถูกประเภท

       รถแต่งเครื่องซิ่ง มันจะมีความร้อนสูงมากกว่าเครื่องยนต์สแตนดาร์ดทั่ว ๆ ไป ซึ่งเครื่องยนต์ประเภทนี้เป็นเครื่อง "Over Lap" มาก จุดระเบิดไม่ค่อยดีในรอบต่ำ หัวเทียนที่ใช้จึงเป็น หัวเทียนเย็น เสมอ

       แต่ถ้าเรานำเครื่องซิ่งวิ่งผิดที่ (ในเมือง) อันนี้ก็ต้องจบข่าว "ผิดแผน" กันไป เพราะเครื่องประเภทนี้มันต้อง "เหนี่ยว" อย่างเดียว แต่ถ้ามาวิ่งผิดที่ รับรองวิ่งไม่ได้เลย เพราะเครื่องซิ่งเหล่านี้ ส่วนมากรอบต่ำมันวิ่งไม่ค่อยดีแล้ว ยิ่งเจอรถติดในเมืองอีก รับรองไม่รอด "บอดสนิท" ซึ่งถ้าจะมาใช้ในเมืองจริง ๆ คงต้องเปลี่ยนเป็นหัวเทียนร้อน แทน

       ส่วนเครื่องยนต์สแตนดาร์ดทั่ว ๆ ไป ควรใช้เบอร์หัวเทียนให้ตรงกับที่ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ กำหนดมา และ และควรตรวจสอบทุก ๆ 10,000 กิโลเมตรครับ

    หากรถธรรมดาๆ ที่ไม่ได้แต่งจูนให้แรงหรือเพิ่มไฟเกินสเป็ค เราก็ต้องใช้หัวเทียน Heat Range ต่ำๆ
    หรืออย่างที่เรียกว่าหัวเทียนร้อน คือตั้งแต่เบอร์ 7 ลงมา
    หากเป็นรถจูนกล่องปรับบูท เพิ่มไฟก็จำเป็นที่ต้องใช้หัวเทียนที่ระบายความร้อนได้ดี มีค่า Heat Range สูงๆ
    อย่างหัวเทียนเย็น ที่มีเบอร์กำหนด ตั้งแต่เบอร์ 8 ขึ้นไป

    ห้องเผาไหม้ของรถที่ใช้แก๊ส (LPG) จะร้อนกว่ารถใช้น้ำมัน
    เนื่องจาก แก๊ส ให้ค่าความร้อนสูงกว่าน้ำมันมากครับ

    หัวเทียนเริ่มจากเบอร์ปกติ ถ้าใช้ได้ดี ก็ไม่ต้องเปลี่ยน
    ถ้ายังมีอาการสะดุดหรือ Back fire ก็เพิ่มเบอร์ขยับไปใช้หัวเทียนเย็น อย่าง 8 - 9


    *

      เทียน พระสมุทรเจดีย์

    • *
    • 1,011
    • Mitsubshi Attrage ก้าวที่เหนือกว่า
      • ดูรายละเอียด
    • Attrage Zone : พระสมุทรเจดีย์ สมุทรปราการ
    • ฉายา ชื่อเล่น : เทียน
    • รุ่นรถ : Attrage GLS CVT
    • สมาชิก ATC no : 0065
    • สีรถ : สีขาวมุก - White Pearl
  • Publish
  • Re: หัวเทียน "เย็น-ร้อน" เลือกอย่างไรดี
    « ตอบกลับ #1 เมื่อ: ก.พ. 07, 10:47 AM »
    ข้อมูลดีครับ มีทั้งรถจักรยานยนต์และรถ4ล้อจนถึงรถใช้แก๊สเลยครับ
    มีประโยชน์สำหรับรถที่ใช้หัวเทียนทุกประเภทเลยครับ :Onion-s-83:
    รถ#คือสิ่งที่ทุกคนอยากมี
    มีแล้วก็ดูแลเขาดีๆ
     


    club attrage

    Sitemap 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 

    Facebook Comments